ลูกหนี้รอเลย! “ธปท.” จ่อคลอดมาตรการแก้หนี้ ธ.ค.นี้
ต้นกุมภาฯ อีจัน
26 พฤศจิกายน 2567

วันนี้ (26 พ.ย.67) น.ส.สุวรรณี เจษฎาศักดิ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน เปิดเผยว่า มาตรการแก้หนี้ที่รัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง ดำเนินการร่วมกับ ธปท. และถาบันการเงิน ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือร่วมกัน
เบื้องต้นคาดว่าจะสรุปผลมาตรการได้แล้วเสร็จไม่เกินสิ้นปี 67 ส่วนจะมีผลบังคับใช้ช่วงใดนั้นยังระบุไม่ได้ แต่จะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด
น.ส.สุวรรณี กล่าวว่า ยืนยันว่ามาตรการแก้หนี้ใหม่จะไม่ทับซ้อนกับมาตรการที่เคยดำเนินงานมาแล้ว เพราะมาตรการรอบใหม่ได้จำกัดกลุ่มที่มีปัญหา อาทิ สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ และผู้ประกอบการรายย่อย (เอสเอ็มอี) ขณะที่การลดเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ปัจจุบันอยู่ที่ 0.46% ประเด็นนี้เป็นแหล่งเงินหนึ่งที่อยู่ระหว่างการพูดคุย

แม้ ธปท.จะเคยลด FIDF ช่วงปี 63 ซึ่งเป็นการลดในภาวะที่ธนาคารไม่แข็งแรง แต่ครั้งนี้ธนาคารมีความแข็งแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม มาตรการยังอยู่ระหว่างการหาข้อสรุปที่ชัดเจน ซึ่งบางส่วนต้องมีการเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อทราบก่อน
“การพิจารณาลดเงินนำส่ง FIDF ไม่ได้ทำเพื่อเอื้อต่อแบงก์ แต่เพื่อช่วยลูกหนี้ ซึ่งการจะปรับเรื่องเงินนำส่ง FIDF จะพิจารณาโดยบอร์ด ธปท. และส่งให้ ครม.เห็นชอบ โดยการลดเงินนำส่งจะมีผลทำให้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ หมดล่าช้าไปด้วยเช่นกัน”น.ส.สุวรรณี กล่าว
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ได้มีการระบุว่ามาตรการแก้หนี้รอบใหม่จะใช้แนวทางลดเงินนำส่ง FIDF จาก 0.46% เป็น 0.23% เพื่อเป็นหนึ่งในแหล่งทุนของมาตรการแก้หนี้
น.ส.สุวรรณี กล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินงานธนาคารพาณิชย์ โดยไตรมาส 3/67 ปรับดีขึ้นจากระยะเดียวกันปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของกำไรอยู่ที่ 7.1 หมื่นล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน อยู่ที่ 7.6 หมื่นล้านบาท หรือติดลบ 6.9% โดยเป็นผลจากรายได้ดอกเบี้ยลดลง
ขณะที่การให้สินเชื่อติดลบ 2% ที่ผ่านมา ธนาคารเคยเจอเหตุการณ์หนักๆ ของสถาบันการเงินในปี 53 (วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์) ทำให้การปล่อยสินเชื่อติดลบอยู่ที่ 3.6%
ขณะเดียวกัน ไตรมาส 3/67 การมให้สินเชื่ออยู่ที่ 4.24% เทียบกับไตรมาส 3/66 ธนาคารปล่อยสินชื่อ 4.33% หากดูจากตัวเลขเดือนต.ค.67 ปรับดีขึ้นเล็กน้อย จึงคาดว่าระยะต่อไปสินเชื่อจะปรับดีขึ้น

ด้านหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) ไตรมาส 3/67 อยู่ที่ 2.97% คิดเป็น 553,396 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/67 อยู่ที่ 2.84% โดยสินเชื่ออุปโภคบริโภค อยู่ที่ 3.24% เทียบกับไตรมาส 2/67 อยู่ที่ 3.13% สินเชื่อธุรกิจ อยู่ที่ 2.84% เทียบกับไตรมาส 2/67 อยู่ที่ 2.70%
อย่างไรก็ตาม ช่วงปี 63 หนี้เสียเพิ่มขึ้นเป็นจุดสูงสุดอยู่ที่ 3.19% คิดเป็น 565,953 ล้านบาท ขณะเดียวกัน หนี้เสียปัจจุบันก็เป็นจุดที่กังวล แต่เป็นการกังวลในกลุ่มที่ไม่กระจายตัวเป็นวงกว้าง แต่อยู่ในกลุ่มลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง ด้านกลุ่มธุรกิจเป็นกลุ่มที่มีปัญหาเดิม และผ่านการให้การช่วยเหลือแล้ว
“รายได้กลุ่มเปราะบางส่วนใหญ่เป็นกลุ่มรายได้ประจำอยู่ที่ต่ำกว่า 30,000 บาท รวมถึงกลุ่มที่มีอาชีพอิสระ ซึ่งต่อไปลูกหนี้ยังต้องได้รับการช่วยเหลือ”น.ส.สุวรรณีกล่าว
สำหรับสัดส่วนสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (SM) อยู่ที่ 6.86% คิดเป็น 1,277,028 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน
ทั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจ SMEs และครัวเรือนบางกลุ่มที่รายได้ฟื้นตัวไม่เต็มที่และมีภาระหนี้สูง รวมถึงธุรกิจในกลุ่มที่เผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างและความสามารถในการแข่งขันที่ปรับลดลง
“ซึ่งจะส่งผลให้เอ็นพีแอล ยังมีแนวโน้มทยอยปรับเพิ่มขึ้น แต่ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้และไม่เกิดการเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด (NPL cliff)” น.ส.สุวรรณีกล่าว