วันนี้ (30 ก.ย.68) น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษก ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า มาตรการของรัฐบาลที่จะโอนเงินให้ประชาชน โดยแบ่งเป็นโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) และคนละครึ่ง สำหรับ 2 โครงการใช้งบประมาณ 6.6 หมื่นล้านบาท ถ้าคิดตัวเม็ดเงินก็อยู่ที่ 0.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่เป็นตัวเงิน (Nominal GDP) ที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจอาจจะไม่ได้ถึง 0.2%
เนื่องจากทั้ง 2 โครงการเป็นประเภทเงินโอนอาจจะไม่ได้สร้างงานอะไร แต่จะกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย อีกทั้งสนับสนุนเรื่องความเชื่อมั่นของประชาชน รวมถึงภาคธุรกิจที่มีมุมมองในอีก 3 เดือนข้างหน้าดีขึ้น ถือเป็นปัจจัยเชิงบวกที่บริโภคเองก็มีพูดถึง
“แต่ผลกระทบจริงๆ หรือผลดีจริงๆ จะมีมากหรือน้อยก็คงต้องขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้จ่ายของประชาชน อันนี้ก็คงต้องประเมินกันต่อไป แต่ว่าผลอาจจะไม่ได้อยู่ที่ 0.4% หรือเท่ากับจำนวนงบฯ เป๊ะๆ”

สำหรับความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจเดือน ก.ย.68 ปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 48% จากภาคที่ไม่ใช่การผลิต โดยปรับเพิ่มขึ้นจากภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่มีคำสั่งซื้อ ผลประกอบการ ปริมาณการให้บริการที่ปรับขึ้น จากเริ่มเปิดโครงการใหม่ๆ ขณะที่ภาคการผลิตมีความเชื่อมั่นทรงตัว
ขณะที่ 3 เดือนหน้า ความเชื่อมั่นปรับเพิ่มขึ้น 52% โดยปรับเพิ่มขึ้นจากภาคธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และการค้าปลีก ซึ่งรับอานิสงส์เข้าฤดูกาลท่องเที่ยวไทย จะเห้นความต้องการสินค้า บริการ เพิ่มมากขึ้น เทศกาลปีใหม รวมถึงผลที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการคนละครึ่ง
“อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นธุรกิจเดือน ก.ย. และอีก3 เดือนข้างหน้า ในภาคการผลิตปรับลดลงทุกหมวด โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับภาคการส่งออก”

ขณะเดียวกัน ธุรกิจยังคงมีอุปสรรคในการดำเนินงาน พบ 5 อันดับ 1.ปรับสินค้ายาก 2.ความต้องการในประเทศต่ำ 3.ความไม่แน่นอนเศรษฐกิจ 4.การแข่งขันในประเทศรุนแรง และ 5.ต้นทุนการผลิตสูง ซึ่งเป็นความกังวลของภาคธุรกิจ
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงจากการส่งออกสินค้าเนื่องจากผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ที่สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อการผลิตภาคอุตสาหกรรมและภาคการท่องเที่ยวที่เผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ประกอบกับผู้ประกอบการหลายธุรกิจอยู่ระหว่างการปรับตัว อาทิ ยานยนต์และร้านอาหาร
ระยะต่อไปต้องติดตาม 4 ประเด็นหลัก ดังนี้ 1.การฟื้นตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรม 2.ผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ 3.พัฒนาในภาคการท่องเที่ยว และ 4.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
ขณะเดียวกัน ธปท. เผยว่า สัปดาห์นี้จะมีการพูดคุยกับผู้ค้าทอง (ร้านทอง) รอบที่ 2 เข้าใจว่า ธปท. จะเน้นในเรื่องของการสนับสนุนให้มีการซื้อขายทองคำเป็นสกุลเงินดอลลาร์ เบื้องต้นอยากให้ทำได้มากขึ้น แล้วก็มาตรการอาจจะต้องรอฟังที่ร้านทองจะมาหารือกัน ในส่วนของมาตรการเพิ่มเติม หรือสิ่งที่คิดว่าน่าจะทำเพื่อลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทได้
“ส่วนมาตรการอื่นๆ ก็อยู่ในระหว่างการการศึกษาอยู่แล้ว ต้องเรียนว่าทุกมาตรการมีผลข้างเคียง ธปท.พยามที่จะทำให้ผลข้างเคียงน้อยที่สุด เข้าใจว่าต้องเร่งด่วน แต่ต้องทยอยทำมาตรการที่ทำโดยเร็วแล้วมีผลข้างเคียงน้อยให้เข้มข้นก่อน”
