“ศุภจี” รมว.พาณิชย์ แจงสภาครั้งแรก ชูมาตรการลดค่าครองชีพ จ่อลงพื้นที่ ชายแดนไทย-กัมพูชา

น้ำฝน อีจัน

น้ำฝน อีจัน

30 กันยายน 2568

“ศุภจี” รมว.พาณิชย์ แจงสภาครั้งแรก ชูมาตรการลดค่าครองชีพ จ่อลงพื้นที่ ชายแดนไทย-กัมพูชา

(วันนี้ 29 กันยายน 2568) ที่อาคารรัฐสภา ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขึ้นอภิปรายเป็นครั้งแรก ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ลุกขึ้นชี้แจงต่อที่ประชุมโดยกล่าวขอบคุณสมาชิกที่ให้ข้อคิดเห็นและข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์ พร้อมยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์จะขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจภายใต้หลักการ “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” ตามแนวทางของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และทีมเศรษฐกิจที่นำโดยรองนายกรัฐมนตรี เอกนิติ นิติทันประภาส ศุภจี  เผยว่า ไทยพึ่งพาการส่งออก สูงถึง 60% ของ GDP โดยสหรัฐฯ เป็นตลาดสำคัญ คิดเป็น 10% ของ GDP ทั้งประเทศ  รัฐบาลจึงตั้งเป้าหมายเร่งเจรจาข้อตกลงการค้า หรือ Agreement on Recyclable Tax (ART)  ให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปี 2568  เพื่อสร้างความชัดเจนด้านกติกาการค้า  หลังจากที่รัฐบาลก่อนหน้าบรรลุ Joint Statement เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา

สำหรับปัญหาการ สวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า ศุภจีระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการแก้ไขแล้ว โดยการออก Certificate of Origin (C/O) ปัจจุบันมีความเข้มงวดมากขึ้น มีระบบตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ขณะเดียวกัน ได้มีการทำ ลายน้ำ บนเอกสารเพื่อป้องกันการปลอมแปลง และเสริมระบบป้องกันดิจิทัลเพิ่มเติม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยังกล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 6 ด้าน ได้แก่

 1. ขยายตลาดใหม่ โดยวิเคราะห์ประเทศที่มีความต้องการสูง โดยเฉพาะตลาดเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง แอฟริกา และละตินอเมริกา

 2. สนับสนุนเทคโนโลยีธุรกิจ จัดทำแพลตฟอร์มดูแลระบบบัญชีและสินค้าคงคลังร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า

 3. ให้ทุนสนับสนุนเอสเอ็มอี รายละ 10,000 บาท เพื่อพัฒนาการทำธุรกิจและเพิ่มเครื่องมือ

 4. เน้นอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อาหาร สุขภาพ ความงาม ธุรกิจครอบครัว ค้าปลีกค้าส่ง และบริการผู้สูงอายุ

 5. ผลักดันภาคเอกชนมีส่วนร่วม ผ่านสมาคมและเครือข่ายการค้า

 6. ใช้ข้อมูลตลาดอย่างแม่นยำ เพื่อให้ผู้ประกอบการผลิตตรงกับความต้องการ

ในด้านการลดค่าครองชีพ รัฐบาลเตรียมจัด มหกรรมธงฟ้า เพิ่มเติมใน 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการค้าชายแดน พร้อมทั้งจะเพิ่มมาตรการลดค่าครองชีพในสิ่งจำเป็น เช่น ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ โดยทำข้อตกลงกับโรงพยาบาลเอกชนให้คนไข้ทราบราคายาก่อนจ่ายเงิน และเปิดโอกาสให้ซื้อยาจากร้านขายาภายนอก คาดว่าจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายประชาชนกว่า 34,000 ล้านบาทต่อปี

สำหรับสินค้าเกษตร กระทรวงพาณิชย์จะใช้ ข้อมูลและระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการคาดการณ์อุปสงค์–อุปทานล่วงหน้า และสื่อสารตรงไปยังเกษตรกรและสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพื่อช่วยวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับตลาด ลดความเสี่ยงราคาตกต่ำ โดยเฉพาะ ราคาข้าว ที่หลายครั้งต่ำเพียง 5,000 – 6,000 บาทต่อเกวียน ซึ่งเกิดปัญหาในภาคกลางที่ไม่มีวัฒนธรรมเก็บข้าวในยุ้ง กระทรวงจะหาวิธีให้ความรู้เรื่องการจัดการผลผลิตหลังเก็บเกี่ยว

ในด้านการส่งออก ศุภจีระบุว่า รัฐบาลจะไม่ละเลยลูกค้าเดิม พร้อมหาลูกค้าใหม่ เพิ่มศักยภาพการแปรรูปสินค้า และลดการนำเข้าสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมทั้งงดการนำเข้าสินค้าที่เกิดจากการเผา ซึ่งเป็นสาเหตุของฝุ่น PM2.5 พร้อมเร่งหาพันธุ์ข้าวที่สร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ร่วมมือกับกระทรวงเกษตรฯ เพิ่มผลผลิตต่อไร่ และส่งเสริมการปลูกพืชมูลค่าสูงเพื่อทดแทนพืชเดิม ยกตัวอย่าง จังหวัดนครราชสีมา ที่ปรับจากการปลูกข้าวรายได้ 4,800 – 5,000 บาทต่อไร่ต่อปี มาเป็นการผลิตสินค้าเกษตรอื่น ทำรายได้เพิ่มถึง 160,000 บาทต่อไร่ต่อปี ซึ่งรัฐบาลตั้งใจจะขยายผลไปยังพื้นที่อื่น

สำหรับ นโยบายเร่งด่วนใน 4 เดือน ประกอบด้วย

  • ลดต้นทุนการผลิต โดยให้เกษตรกรรายละ 1,000 บาทสำหรับซื้อปุ๋ย
  • ออกสินเชื่อชะลอการขายผลผลิต ดูดซัพพลายไว้ไม่ให้ขายขาดทุน ปัจจุบันชะลอผลผลิตได้กว่า 3 ล้านตัน
  • ช่วยเหลือเกษตรกร 4.63 ล้านครัวเรือน รายละ 1,000 บาท เพื่อเสริมสภาพคล่อง

นอกจากนี้ ศุภจียังกล่าวถึงการเร่งส่งออก โดยได้หารือกับเอกอัครราชทูตจีนและตัวแทนการค้าจีน เพื่อผลักดันการซื้อข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) เพิ่มจาก 280,000 ตันเป็น 500,000 ตัน เพื่อฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ไทย–จีน พร้อมเตรียมทำ MOU กับญี่ปุ่น ล็อกโควตาซื้อข้าวไทยที่ 300,000 ตันต่อปี ป้องกันผลกระทบจากข้อตกลงญี่ปุ่น–สหรัฐฯ ที่ต้องเพิ่มการนำเข้าข้าวสหรัฐฯ 75% รวมทั้งจะปรับการซื้อข้าวของสิงคโปร์จากเอกชนต่อเอกชนเป็นรัฐต่อรัฐ เพื่อคำนวณปริมาณส่งออกแม่นยำขึ้น

รัฐบาลยังตั้งเป้าขยายตลาดศักยภาพใหม่ใน ซาอุดีอาระเบีย ฮ่องกง และยุโรป พร้อมเร่งช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการใน 7 จังหวัดชายแดนกัมพูชา ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดด่าน ผ่านมาตรการจัดมหกรรมการค้าชายแดน และประสานกับไปรษณีย์ไทยให้ส่งสินค้าไปทั่วประเทศโดยไม่คิดค่าขนส่ง

“รัฐบาลและคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ รวมถึงดิฉันในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีความตั้งใจ แม้จะอยู่เพียง 4 เดือน แต่คาดว่าจะมีผลสัมฤทธิ์ให้เห็นเป็น KPI และขอให้ทุกคนช่วยกันติดตาม พร้อมเชิญคุณสิทธิพล ซึ่งมีความรู้มาก มาร่วมพูดคุยหาทางร่วมมือกัน เพื่อสร้างศักยภาพให้ประเทศไทยมั่นคงและยั่งยืน” ศุภจีกล่าวปิดท้าย