นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า คลังได้จัดเตรียมกระเป๋าตังสำหรับรองรับวิกฤตเศรษฐกิจจากปัญหาตะวันออกที่อาจลากยาว ซึ่งจะมีทั้งงบกลาง 2.5 หมื่นล้านบาท โดยจะออก พ.ร.บ.โอนงบ 2569 ตั้งใจว่าจะเริ่มเห็นตัวเงินชัดหลัง 30 เม.ย. นี้ เบื้องต้นคาดว่าจะสามารถรีดงบประมาณที่ใช้จ่ายไม่ทันประมาณ 80,000-100,000 ล้านบาท และยังมีทางเลือกในการใช้ทุนสำรองเบิกจ่ายฉุกเฉินอีก 5 หมื่นล้านบาท ส่วนการออก พ.ร.ก.กู้เงิน จะพิจารณาออกในช่วงเดือน เม.ย.-ก.ย. 2569 กรอบสูงสุด 5 แสนล้านบาท สำหรับไว้ใช้จ่าย 2 ก้อน คือ ดูแลลดภาระแก่ประชาชน และการปรับโครงสร้างทั้งด้านพลังงาน และภาคแรงงาน เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตตามเป้าหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การรีดงบประมาณในส่วนนี้ไม่ได้เป็นเพียงการหาเงินมาเติมหน้าตัก แต่คือการทบทวนโครงการที่ “ไม่สมเหตุสมผล” (Non-sense) อาทิ งบ Soft Power มูลค่า 5,000 ล้านบาทงบสร้างตึกและงบขยายถนน ในพื้นที่ที่ปริมาณการจราจรเบาบางงบดูงาน และโครงการเบ็ดเตล็ดอื่นๆ ที่มักถูกสอดแทรกเข้ามาในช่วงการทำงบประมาณ
อย่างไรก็ดีมีนักเคราะห์หลายสำนักต่างวิเคราะห์ว่าหากมาตรการนี้ทำได้จริงและมีความเข้มงวดเพียงพอ ตัวเลขเงินที่รีดคืนมาอาจพุ่งสูงถึง 300,000 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลบวกอย่างมหาศาลต่อสถานะทางการเงินของประเทศ โดยไม่ต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการชนเพดานหนี้สาธารณะ
การไม่ต้องกู้เงินเพิ่มช่วยให้รัฐบาลมีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) มากขึ้นสำหรับกรณีฉุกเฉินในอนาคต และหากสามารถลดงบใหม่ลงได้ถึง 5 แสนล้านบาท ประเทศก็แทบไม่ต้องสร้างหนี้เพิ่ม
ทั้งนี้การรีดงบประมาณครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการส่งสัญญาณถึงข้าราชการว่า “การประหยัดแล้วส่งคืนรัฐบาล” ควรเป็นมาตรฐานใหม่แทนที่ธรรมเนียมเดิมที่พยายามถลุงเงินให้หมดอย่างไม่คุ้มค่า
เม็ดเงินที่รีดได้จะถูกเทไปที่โครงการ “ไทยช่วยไทย” และ “คนละครึ่งพลัส” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง 13.4 ล้านคน แม้จะมีการรีดงบประมาณ แต่รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัดตามกฎหมาย เพื่อเสถียรภาพที่ยั่งยืน
อย่างก็ตามหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขเงินที่ได้คืนมา แต่คือ “ความกล้าหาญทางการเมือง” ของผู้บริหารกระทรวงการคลังว่าจะสามารถต้านทานแรงเสียดทานจากหน่วยงานต่างๆ ได้หรือไม่ ในวันที่สถานการณ์เศรษฐกิจเริ่มนิ่งแต่ยังซบเซา การรื้อระบบงบประมาณให้สมเหตุสมผลอาจเป็น “ยาวิเศษ” ที่ช่วยให้ประเทศหายใจได้คล่องคอขึ้นโดยไม่ต้องทิ้งภาระหนี้ไว้ให้คนรุ่นหลัง
