นักเศรษฐศาสตร์ ช็อก “ทรัมป์” ขึ้นภาษีไทย 36%
ต้นกุมภาฯ อีจัน
3 เมษายน 2568

วันนี้ (3 เม.ย.68) ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า งานแรกของรัฐบาลคือต้องไปหาก่อนเลยว่า 72% มาจากไหน
“Trump เล่นคิดว่าไทยเก็บภาษีสินค้าสหรัฐ (รวม nontariff barriers) 72%! ทั้งๆที่ค่าเฉลี่ยภาษีนำเข้าแค่ประมาณ 10% แปลว่าเขาคิด value ของ nontariff barrier เยอะมาก หรือไม่ก็ focus ตรงสินค้าที่เราคิดภาษีเขาเยอะๆ เช่นสินค้าเกษตรทั้งหลาย หรือไม่ก็เขียนผิด”
งานแรกของรัฐบาลคือต้องไปหาก่อนเลยว่า 72% มาจากไหน!
จากนี้คือเกมเจรจาล้วนๆ เราน่ามีทางเลือกอยู่สามทาง หรือไม่ก็ combination (ผสาน) ของทั้ง 3 ทาง
1. สู้ (แบบ แคนาดา ยุโรป หรือจีน) ซึ่งเราอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดี เพราะเราพึ่งพาเขาเยอะกว่าเขาพึ่งพาเราเยอะมาก สหรัฐเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของเรา เราเกินดุลสหรัฐปีนึงหลายหมื่นล้าน (แม้ว่ามูลค่าของการเกินดุลจำนวนมากเป็นสินค้านำเข้าจากจีนที่อาศัยไทยเป็นช่องหลบเลี่ยงก็ตาม)
2. หมอบ คือ เจรจาหาทางลงที่สหรัฐพอใจ เช่น ปรับลดภาษีที่เราเก็บเขาสูงๆ ยอมเปิดตลาดที่เราปกป้องอยู่ (เช่นสินค้าเกษตรทั้งหลาย) ยกเลิก nontariff barrier เช่น การห้ามการนำเข้าเนื้อหมู ค่าตรวจสินค้า นู้นนี่
และ แค่นี้อาจจะไม่พอ เราอาจจะต้องนำเสนอทางออกให้สหรัฐอีก เช่น การนำเข้าพลังงาน นำเข้าสินค้าเกษตรเพิ่มเติม นำเข้าสินค้าใหญ่ๆ อย่างเครื่องบิน อาวุธ เครื่องจักร หรือต้องหาทางเพิ่มการลงทุนในสหรัฐ
เราอาจจะต้องเปิดเสรีด้านต่างๆที่สหรัฐบ่นมาตลอด เช่น บริการทางการเงิน การคุ้มครองสิทธิทางปัญญา ประเด็นสิทธิของแรงงาน
แต่แน่นอนว่าทางเลือกนี้ นอกจากการเจรจา “ภายนอก” แล้วต้องการการเจรจา “ภายใน” ที่มีประสิทธิภาพ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราควรจะยอมเปิดสินค้าเกษตรแลกกับภาคการส่งออก ใครจะยอมเสียประโยชน์ใครจะได้ประโยชน์
“และเกมที่ยากที่สุดคือการหาว่าสหรัฐต้องการอะไรจริงๆ เพราะอาจจะไม่ใช่เกมการค้า แต่เป็นเรื่องอื่นอย่างการทหาร ความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่เราคงต้องอ่านเกมดีๆและประเมินผลได้ผลเสีย”
3. ทน คือถ้าเราหาทางออกไม่ได้ ก็คงต้องทน หรือหาแนวร่วมจากเพื่อนหัวอกเดียวกันในการกดดันและเจรจากับสหรัฐ เพราะเกมนี้สหรัฐก็อาจจะเจ็บอยู่ไม่น้อย สุดท้ายอาจจะต้องลดภาษีลงมาถ้าแรงกดดันในประเทศเพียงพอ แต่การทนและได้แต่หวังแบบไม่มีแผนคงไม่ใช่กลยุทธ์ทางออกที่ดีนัก
นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้บริหารงานวิจัย บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 2 เดือนครึ่งที่ 34.44 บาทต่อดอลลาร์ฯ (ประมาณช่วงที่ ปธน. โดนัลด์ ทรัมป์ สาบานตนเข้ารับตำแหน่ง) ก่อนจะกลับมาปรับตัวอยู่ที่ระดับประมาณ 34.36-34.38 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงเช้าวันนี้ (9.07 น.) อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับระดับปิดตลาดวานนี้ที่ 34.16 บาทต่อดอลลาร์ฯ
ทั้งนี้ แม้จะมีแรงหนุนจากการแข็งค่าของเงินเยน ความแข็งแกร่งของราคาทองคำในตลาดโลก และสัญญาณซื้อสุทธิต่อเนื่องพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ แต่เงินบาทก็ยังคงมีทิศทางอ่อนค่าลงในช่วงเช้าวันนี้สอดคล้องกับสกุลเงินอื่น ๆ ในเอเชีย นำโดย เงินหยวน ท่ามกลาง Sentiment ที่อ่อนแอ และบรรยากาศการลงทุนที่เป็น Risk-Off
หลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศภาษีตอบโต้กับประเทศคู่ค้าที่เกินดุลกับสหรัฐฯ ซึ่งโดยรวมมีความรุนแรงมากกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ ซึ่งทำให้เกิดความกังวลว่า สถานการณ์ของสงครามการค้าที่อาจมีความตึงเครียดมากขึ้นจะมีผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจของหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย
ทั้งนี้ สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทในวันนี้ ประเมินเบื้องต้นไว้ที่ 34.25-34.55 บาทต่อดอลลาร์ฯ ขณะที่ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ สัญญาณของสงครามการค้าและการตอบโต้กลับหลังมีการเปิดเผยรายละเอียดของ Reciprocal Tariff ของสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้า สัญญาณฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ และทิศทางราคาทองคำในตลาดโลก ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ (อาทิ ดัชนี ISM/PMI ภาคบริการเดือนมี.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์) และตัวเลข PMI ภาคบริการเดือนมี.ค. ของประเทศชั้นนำอื่นๆ