สภาพัฒน์ เผยบ้านถูกยึดพุ่งแรง! ไตรมาสเดียว 6.7 หมื่นหน่วย  มูลค่าพุ่ง 1.2 แสนล้านบาท

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

วินทร์ กุมภเศรษฐ์

24 พฤศจิกายน 2568

สภาพัฒน์ เผยบ้านถูกยึดพุ่งแรง! ไตรมาสเดียว 6.7 หมื่นหน่วย  มูลค่าพุ่ง 1.2 แสนล้านบาท

วันนี้ (24 พ.ย. 68) น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยสถานการณ์หนี้ครัวเรือนไตรมาส 2 ปี 2568 ว่า หนี้ครัวเรือนของไทยลดลงเล็กน้อย 0.3% จากไตรมาสก่อนหน้า อยู่ที่สัดส่วน 86.8% ต่อจีดีพี แต่คุณภาพสินเชื่อยังน่ากังวล โดยมีแนวโน้มของสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPLs) และสินเชื่อจัดชั้นพิเศษ (SMLs) เพิ่มขึ้นในหลายประเภท

ขณะที่ภาพรวมสินเชื่อครัวเรือนมีมูลค่าคงค้าง 16.3 ล้านล้านบาท ขณะที่สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ยังคงครองสัดส่วนสูงสุดของระบบ ด้วยยอดหนี้กว่า 5.2 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 32.2% ของสินเชื่อรวม แม้ยอดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยหดตัวลงเล็กน้อย 0.6% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ยังถือเป็นหนี้หลักของภาคครัวเรือนและเป็นตัวชี้วัดสำคัญต่อเสถียรภาพระบบการเงิน

น.ส.อ้อนฟ้า กล่าวว่า คุณภาพสินเชื่อครัวเรือนยังเปราะบาง ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า สินเชื่อค้างชำระเกิน 90 วัน (NPLs) มีมูลค่า 1.24 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 9.11% ของสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นจาก 8.94% ในไตรมาสก่อนหน้า และสูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน โดย NPLs เพิ่มขึ้นเกือบทุกประเภท ทั้งสินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อเพื่อธุรกิจรายย่อย และสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์

ส่วนสินเชื่อที่ค้างชำระระหว่าง 30–90 วัน (SMLs) อยู่ที่ 0.43 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 3.18% ของสินเชื่อรวม ลดลงจาก 4.25% ในปีก่อน สะท้อนว่ามาตรการปรับโครงสร้างหนี้อย่างต่อเนื่องของภาครัฐและธนาคารพาณิชย์ยังมีผลช่วยลดแรงกดดันต่อคุณภาพหนี้ได้บางส่วน

เลขาฯ สศช. ระบุว่า แนวโน้วที่อยู่อาศัยที่ถูกยึดและประกาศขายทอดตลาดปรับเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากกรมบังคับคดีพบว่า ในไตรมาส 2 ปี 2568 มีจำนวนทรัพย์ที่ถูกขายทอดตลาดกว่า 67,641 หน่วย มูลค่ารวมกว่า 1.2 แสนล้านบาท ขยายตัว 210.1% จากปีก่อนหน้า สะท้อนภาวะหนี้ครัวเรือนที่ยังเปราะบางและการฟื้นตัวทางรายได้ที่ยังไม่ทั่วถึง

นอกจากนี้ สถานการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัดช่วงปลายปีส่งผลกระทบต่อรายได้เกษตรกรและทรัพย์สินที่อยู่อาศัย ซึ่งศูนย์วิจัยกรุงศรีประเมินว่ามูลค่าความเสียหายอาจสูงถึง 2.36 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้ภาระทางการเงินของครัวเรือนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในภาคเกษตรและเสี่ยงก่อหนี้เพิ่ม

น.ส.อ้อนฟ้า  กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นหนี้ครัวเรือนที่ควรใความสำคัญ คือ 1.การเร่งดำเนินการช่วยเหลือลูกหนี้ก่อนเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องคดี โดยเฉพาะกลุ่มที่อยู่อาศัย ซึ่ง 1 ใน 3 ของลูกหนี้ในคดีบังคับคดียังอยู่ในวงจรหนี้อย่างต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้และขยายเวลาชำระคืน เพราะในปัจจุบันลูกหนี้สามารถดำเนินการทั้งก่อนหรือหลังการบังคับคดี ทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ของกรมบังคับคดี (www.led.go.th) หรือยื่นคำร้องต่อศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทต่อกรมบังคับคดีหรือสำนักงานบังคับคดีทั่วประเทศ

2. การส่งเสริมการเข้าถึงมาตรการสินเชื่อของครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม สถานการณ์อุทกภัยให้ครัวเรือนต้องมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ประกอบกับภาระหนี้ที่สูงและปัญหาคุรภาพสินเชื่อของครัวเรือนที่มีอยู่เดิม อาจจะเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงมาตรการสินเชื่อของครัวเรือน โดยปัจจุบันสถาบันการเงินต่างๆ มีการออกโครงการให้กู้ยืมกับกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย อาทิ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร มีมาตรการฟื้นฟูและเสริมสภาพคล่องเกษตรกร วงเงินรวม 20,000 ล้านบาท ผ่านสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน วงเงินรายละไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0 ใน 6 เดือนแรก และสินเชื่อฟื้นฟูและพัฒนาคุณภาพชีวิต วงเงินรายละไม่เกิน 500,000 บาท ธนาควรกสิกรไทย มีมาตรการสินเชื่อบ้านกู้เพิ่มได้เพื่อซ่อมแซมบ้าน อัตราดอกเบี้ย 0% นาน 3 เดือน อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องออกแบบเงื่อนไขการให้สินเชื่อที่ยืดหยุ่น ไม่เป็นภาระในระยะยาวกับลูกหนี้ รวมถึงประชาสัมพันธ์เพื่อเพิ่มการรับรู้ของมาตรการ เพื่อให้ลูกหนี้ที่ได้รับความช่วยเหลือได้ทันท่วงที และลดการต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบ

3.การประชาสัมพันธ์และติดตามการดำเนินการของโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” รวมทั้งหาแบวทางให้ครอบคลุมลูกหนี้กลุ่มสถาบันการเงินประเภทที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-bank) โดยโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยโดยให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) รับซื้อหนี้เสียของลูกหนี้ ที่มีหนี้เสียรวมไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย และนำมาปรับปรุงโครงสร้างหนี้อย่างผ่อนปรน โดยในระยะแรกจะช่วยเหลือกลุ่มลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์และบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ และลูกหนี้ของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ (SFS) ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในช่วงต้นปี 2569 จึงต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้ลูกหนีที่มีสิทธิเข้าร่วมทราบถึงแนวทางในการเข้าร่วมโครงการฯ และติดตามปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่อาจทำให้ลูกหนี้เข้าไม่ถึงการช่วยเหลือตามโครงการฯนอกจากนี้ เนื่องจากโครงการฯ ระยะแรกยังไม่ครอบคลุมลูกหนี้ Non-bank บางส่วน จึงต้องหาแนวทางในการขยายโครงการฯ ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น เพื่อให้ลูกหนี้ที่มีสิทธิเข้าถึงการแก้ไขปัญหาอย่างทั่วถึง