คนไทยเป็นหนี้บ้านละ 7 แสน แต่รายได้แค่หลัก “หมื่น” หันกู้หนี้นอกระบบพุ่ง
ต้นกุมภาฯ อีจัน
28 ธันวาคม 2568

วันนี้ (28 ธ.ค.68) นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทยปี 2568 พบว่าภาคครัวเรือนยังคงเผชิญภาระหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยมีหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนสูงถึง 740,596 บาท เพิ่มขึ้นกว่า 22% จากปีก่อน ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี
โดยภาคครัวเรือนไทยส่วนใหญ่ 30.9% มีรายได้ 50,001–100,000 บาท/เดือน แต่กว่า 46.3% ไม่มีเงินออมฉุกเฉิน และในกลุ่มที่ออมได้ ส่วนมากระบุว่าเงินออมลดลงจากปีก่อน ขณะที่การประเมินสถานะทางการเงินเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว พบว่า เกือบครึ่ง (44.5%) สภาพการเงินไม่เปลี่ยนแปลง, 28.4% แย่ลง, และมีเพียงส่วนน้อยที่ตอบว่าดีขึ้น นอกจากนั้นกว่า 95% ของครัวเรือนไทยมีหนี้ โดยแบ่งเป็น
- หนี้ในระบบ 65% (ผ่อนชำระเฉลี่ย 20,330 บาท/เดือน)
- หนี้นอกระบบ 35% (ผ่อนชำระเฉลี่ย 8,023 บาท/เดือน)
สัดส่วนหนี้นอกระบบเพิ่มขึ้นชัดเจนจากปีก่อน (30.1%) สะท้อนถึงปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อในระบบที่ตึงตัว สถาบันการเงินปล่อยกู้น้อยลงต่อเนื่องหลายไตรมาส ประเภทหนี้สิ้นส่วนใหญ่ ได้แก่ บัตรเครดิต (46.8%) ที่อยู่อาศัย (40%) ยานพาหนะ (37.1%) และหนี้เพื่อประกอบธุรกิจ (35.3%)
จากการสำรวจยังพบว่า 59.3% ของครัวเรือนยังสามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด ขณะที่อีก 40% อยู่ในกลุ่มเปราะบาง โดยชำระหนี้ได้ไม่เกิน 6 เดือน หรือเสี่ยงไม่สามารถชำระได้เลย นอกจากนี้ ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา 74.4% ของครัวเรือนเคยผิดนัดชำระหนี้ สาเหตุหลักมาจากรายได้ที่ลดลง ภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ตกงาน รวมถึงภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ หนี้ครัวเรือนไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอด 10 ปีที่ผ่านมา และยังอยู่ในระดับสูงกว่า 80% ของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) โดยปี 2567 ครัวเรือนมีหนี้เฉลี่ยราว 600,000 บาท แต่ปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 740,000 บาท หรือขยายตัวกว่า 22% สาเหตุหลักมาจากเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นเต็มที่ รายได้ไม่เพียงพอ ค่าครองชีพสูง และราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ขณะที่สินเชื่อในระบบยังหดตัวต่อเนื่อง ทำให้ครัวเรือนจำนวนมากหันไปพึ่งพาหนี้นอกระบบ
