ปลัดคลัง ย้ำชัด! คนรอตรวจ 3 วัน ไม่ถูกตัดสิทธิแน่นอน แม้ลงทะเบียนครบ 30 ล้านสิทธิ

ปลัดคลัง เผย 8 ชม. ประชาชนแห่รับสิทธิพุ่ง ไทยช่วยไทยพลัส ทะลุ 23 ล้านสิทธิ ย้ำชัด คนรอตรวจ 3 วัน ไม่ถูกตัดสิทธิแน่นอน แม้ลงทะเบียนครบ 30 ล้านสิทธิ

วันนี้ (25 พ.ค. 69) นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเปิดรับลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส“ (60/40) วันแรก ว่า ประชาชนให้การตอบรับอย่างล้นหลาม โดยตั้งแต่เปิดระบบในเวลา 06.00 น. พบว่าเพียง 30 นาทีแรก มีผู้แห่เข้ามาลงทะเบียนทะลุถึง 10 ล้านคน และล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. มียอดผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 23.2 ล้านคน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของพี่น้องประชาชนที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและก้าวข้ามวิกฤตพลังงานในขณะนี้

นายลวรณ กล่าวต่อไปว่า ระบบการลงทะเบียนในครั้งนี้ถือว่าผ่านพ้นไปด้วยดีและไม่มีปัญหาขัดข้อง โดยกระทรวงการคลังได้เตรียมความพร้อมยกระดับระบบให้รองรับได้ถึง 300,000 รายการต่อวินาที เพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนที่รองรับได้ 100,000 รายการต่อวินาที และในจังหวะที่มีผู้ใช้งานหนาแน่นมากในช่วงแรก ได้มีการใช้แผนสำรองขยายขีดความสามารถขึ้นไปสูงสุดถึง 700,000 รายการต่อวินาที ทำให้ระบบอาจมีอาการหน่วงเพียงเล็กน้อยบางช่วง แต่ก็สามารถรองรับคลื่นประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับข้อกังวลของประชาชนว่ายอดลงทะเบียน 30 ล้านสิทธิ์ จะเต็มก่อนกำหนด ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า ตัวเลข 30 ล้านสิทธิ์เป็นจำนวนที่เพียงพออย่างแน่นอน เนื่องจากประชากรไทยที่อายุเกิน 18 ปี มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการรวมประมาณ 53 ล้านคน ซึ่งมีการแยกกลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐออกไปอีกช่องทางหนึ่งแล้ว ประกอบกับสถิติโครงการลักษณะปลายเปิดที่ผ่านมา เคยมีผู้ลงทะเบียนสูงสุดอยู่ที่ 28 ล้านคน 

ทั้งนี้ผู้ที่ลงทะเบียนแล้วและต้องรอผลตรวจสอบคุณสมบัติ 3 วัน ไม่ต้องกังวลว่าจะเสียสิทธิหากครบ 30 ล้านสิทธิไปก่อน เพราะระบบได้นับรวมสิทธิของกลุ่มที่รอผลตรวจสอบไว้เรียบร้อยแล้ว หากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ผ่านเกณฑ์ จึงจะนำสิทธินั้นมาเปิดให้ประชาชนรายอื่นลงทะเบียนใหม่

“หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลไม่แจกให้ทุกคนไปเลย ทำไมต้องมาลงทะเบียนให้ยุ่งยาก เรื่องนี้ขอชี้แจงว่า ไม่ได้ให้มาแย่งกัน ทุกท่านน่าจะได้สิทธิครบถ้วน แต่เป็นเงื่อนไขที่ผู้เข้าร่วมโครงการต้องเข้ามากดยอมรับข้อตกลงด้วยตนเอง” นายลวรณ ระบุ

นายลวรณ กล่าวว่า ฝากประชาสัมพันธ์ถึงร้านค้าเดิมที่เคยเข้าร่วมโครงการในรอบที่แล้วจำนวนกว่า 1 ล้านร้านค้า ขณะนี้เข้ามากดยืนยันตัวตนแล้วประมาณ 400,000 ร้านค้า ยังเหลืออีกกว่า 500,000 ร้านค้าที่ต้องเข้ามากดยืนยันเข้าร่วมโครงการ ซึ่งร้านค้าเดิมสามารถทำได้จนถึงวันที่ 30 ก.ย. นี้ ส่วนร้านค้าใหม่ขอให้รีบไปติดต่อที่สาขาหรือจุดบริการของธนาคารกรุงไทย เพื่อให้สามารถเริ่มต้นรับยอดขายได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2569 เป็นต้นไป โดยกระทรวงการคลังยืนยันว่า ระบบการจ่ายเงินให้ร้านค้าจะยังคงโอนเงินเข้าตรงตามกำหนดเวลาเดิมอย่างแน่นอน ไม่ต้องเป็นกังวล

นอกจากนี้ ความพิเศษของรอบนี้คือการยกระดับแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” สำหรับร้านค้า โดยมีการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาฝังไว้ในระบบ เพื่อช่วยร้านค้าหาข้อมูล ตอบคำถาม ลดต้นทุน และช่วยทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างง่าย ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างข้อมูลทางการเงิน ให้ร้านค้าสามารถเข้าถึงแหล่งสินเชื่อในระบบจากธนาคารของรัฐได้ในอนาคต

นอกจากนี้ขอขอบคุณทีมงานธนาคารกรุงไทยที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ทั้งทีมงานที่ใช้บุคลากรจำนวนมาก และพนักงานสาขาตามห้างสรรพสินค้าที่ต้องทำงานอย่างหนักในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งานแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ให้กับประชาชน และแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” สำหรับร้านค้าอย่างเต็มกำลัง ส่วนประชาชนที่ยังไม่มีความพร้อมเรื่องสมาร์ทโฟน เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ หรือลืมรหัสผ่าน สามารถเดินทางไปติดต่อที่สาขาของธนาคารกรุงไทยได้เช่นกัน