แนะรัฐเลิกภาษีสรรพสามิต! น้ำมันมีสิทธิ์ลง 6-7 บาท/ลิตร ดีกว่าแจก “คนละครึ่งพลัส”

ธรรมธรรม อีจัน

ธรรมธรรม อีจัน

6 เมษายน 2569

แนะรัฐเลิกภาษีสรรพสามิต! น้ำมันมีสิทธิ์ลง 6-7 บาท/ลิตร ดีกว่าแจก “คนละครึ่งพลัส”

วันที่ 6 เมษายน 2569 รศ.หริรักษ์ สูตะบุตร อดีตรองอธิการบดีฝ่ายบริหารบุคคล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า พูดกันมากเกี่ยวกับราคาน้ำมันว่า ในเมื่อมีสต๊อคน้ำมันดิบเก่าซึ่งเป็นราคาเดิม เมื่อน้ำมันดิบในตลาดโลกขึ้นราคาเหตุใดจึงต้องขึ้นราคาตาม ก็แค่เอาราคาน้ำมันดิบที่ซื้อมา บวกด้วยกำไรที่ต้องการก็จบแล้ว ซึ่งเราเรียกวิธีตั้งราคาแบบนี้ว่า cost plus

ต้องขอบอกว่า เรื่องมันไม่ได้ง่ายเช่นนั้น การตั้งราคาขายปลีกน้ำมัน ประเทศส่วนใหญ่ใช้ราคาขายส่งน้ำมันจากโรงกลั่นในตลาดโลกเป็นตัวตั้ง ประเทศเราใช้ราคาขายส่งน้ำมันสำเร็จรูปจากโรงกลั่นในตลาดสิงคโปร์เป็นตัวตั้ง ทั้งยังบวกค่าส่ง ค่าประกัน จากสิงคโปร์มาไทย ในยามสงครามยังไปบวกพรีเมี่ยมความเสี่ยงเข้าไปอีก สาเหตุที่ใช้ราคาตลาดโลกแทนที่จะใช้วิธีตั้งราคาแบบ cost plus ก็เพราะเกรงว่า หากตั้งราคาต่ำกว่าราคาตลาดโลก ผู้ขายส่งน้ำมันก็จะพากันส่งออกกันจนปริมาณน้ำมันที่กลั่นในประเทศไม่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ 
เรามาทำความเข้าใจวิธีการตั้งราคาสินค้าโดยทั่วไปสักหน่อย

การตั้งราคาเป็นหน้าที่หนึ่งที่สำคัญมากของการบริหารการตลาด โดยทั่วไปการตั้งราคาสินค้ามีอยู่ 2 วิธีคือ
1.ตุ้นทุนต่อหน่วย + กำไรที่ต้องการ = ราคาขาย หรือเรียกวิธีนี้ว่า cost plus
2.  ตั้งราคาตามราคาตลาด หรือบางคนใช้วิธีเปลี่ยนสมการเสียใหม่เป็น
ราคาขาย – กำไรที่ต้องการ = ต้นทุนต่อหน่วย
ความหมายตามข้อ 2 คือ ตั้งราคาขายตามราคาที่คาดว่าจะคาดว่าจะขายได้ในตลาด เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบกับสินค้าคู่แข่งเป็นอย่างดีแล้ว  ประมาณการว่าต้องการกำไรต่อหน่วยเท่าใด แล้วจึงหักกำไรต่อหน่วยที่ต้องการออกจากราคาขาย ผลลัพท์ก็คือ ต้นทุนต่อหน่วยที่ต้องทำให้ได้ หากต้องการกำไรที่ต้องการ
สำหรับราคาน้ำมัน การกลั่นน้ำมันดิบแต่ละรอบ จะได้น้ำมันต่างชนิดออกมา ในแต่ละอุณหภูมิของการกลั่นที่ต่างกัน ดังนั้นการคำนวณต้นทุนต่อหน่วยของน้ำมันแต่ละขนิด เช่น ดีเซล เบนซิน น้ำมันเตา น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันก๊าด จะทำได้ค่อนข้างยาก จึงเป็นหลักสากลในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ว่าราคาขายส่งน้ำมันสำเร็จรูปจะใช้ราคาในตลาดโลกเป็นตัวตั้ง 

ตรวจจับรถที่สร้างควันพิษเกินกำหนด ซึ่งก็ทำบ้างไม่ทำบ้าง หากเลิกเก็บภาษีสรรพสามิตไปเลย เพียงเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเท่านั้น ราคาน้ำมันจะลดลงได้ถึงลิตรละ 6-7  บาทเลยทีเดียว

เชื่อว่ารัฐบาลคงไม่กล้าทำ เพราะจะทำให้รัฐบาลขาดรายได้ไปไม่น้อย แต่อย่าลืมว่า ในยามนี้หากลดราคาน้ำมันลง โดยรัฐบาลลดภาษีควักเนื้อตัวเอง โดยไม่ต้องไปบวกเพิ่มราคาในภายหลังเพื่อนำไปชดเชยให้กองทุน น้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งก็ควรจะเลิกไปเช่นกัน คะแนนเสียงจะมาอย่างถล่มทลาย ดีกว่าคนละครึ่งพลัสเสียอีก
ขอจงเชื่อเถิด