รถเก่าแลกรถใหม่มาแน่! “สรรพสามิต” แย้มเกณฑ์จัดโควตา 20,000 คัน/สิทธิ
ต้นกุมภาฯ อีจัน
7 ชั่วโมงก่อนหน้า

ตามที่ กระทรวงการคลัง เตรียมดันมาตรการ “รถเก่าแลกรถใหม่” เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในระยะยาว โดยมีเป้าหมายลดการใช้น้ำมันและลดมลพิษ มาตรการนี้จะเน้นให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ที่เลือกซื้อรถยนต์ Hybrid (HEV) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องเป็นรถที่ผลิตภายในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อเป็นการกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไปพร้อมกัน
วันนี้ (17 เม.ย.69) แหล่งข่าวจากกรมสรรพสามิต เปิดเผยความคืบหน้าล่าสุดว่า ขณะนี้ทางกรมฯ กำลังอยู่ระหว่างการออกแบบโครงสร้างมาตรการและกำหนดเงื่อนไขการให้เงินอุดหนุนอย่างละเอียด ตามที่ได้รับมอบหมายนโยบายมาจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
โดยยึดเกณฑ์การพิจารณาหลัก 2 ด้าน คือ 1. ต้องเป็นรถยนต์ที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำ เพื่อให้สอดรับกับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตปัจจุบันที่จัดเก็บตามอัตราการปล่อยมลพิษ และ 2. ต้องเป็นรถยนต์ที่ผลิตภายในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อเป็นการปกป้องและส่งเสริมห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง
เร่งหาข้อสรุปเกณฑ์ “รถกระบะ-การจัดการซาก”
แหล่งข่าวกล่าวว่า สำหรับโจทย์สำคัญที่กรมสรรพสามิตกำลังพิจารณาอย่างถี่ถ้วนในขณะนี้ คือการกำหนดอายุการใช้งานของรถยนต์คันเก่าที่จะนำมาเข้าเกณฑ์รับสิทธิ์อุดหนุน เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยีเก่าไปสู่เทคโนโลยีที่สะอาดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาว่ามาตรการดังกล่าวจะครอบคลุมถึงกลุ่ม “รถกระบะ” ซึ่งเป็นรถยนต์เชิงพาณิชย์หลักของประเทศด้วยหรือไม่
รวมไปถึงการวางระบบบริหารจัดการซากรถยนต์เก่าที่รับแลกในโครงการ ซึ่งต้องมีความรัดกุมและเป็นไปตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบย้อนกลับจากการจัดการขยะอุตสาหกรรมที่ไม่ถูกวิธี
นำร่องเฟสแรก 10,000-20,000 คัน
ในส่วนของรูปแบบการดำเนินงาน มาตรการนี้จะมีลักษณะเป็น “โครงการปลายเปิด” ที่แบ่งการดำเนินงานออกเป็นหลายระยะ โดยจะเปิดให้ประชาชนที่สนใจลงทะเบียนรับสิทธิ์ในรูปแบบ “ใครมาก่อนได้ก่อน” (First come, first served) เบื้องต้นคาดการณ์ว่าจะจำกัดโควตานำร่องในช่วงแรกไว้ที่ประมาณ 10,000 ถึง 20,000 คัน ภายใต้ระยะเวลาที่กำหนด อย่างไรก็ตาม ขนาดสเกลของโครงการในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับกรอบวงเงินงบประมาณที่รัฐบาลจะจัดสรรให้เป็นหลัก
สำหรับกลไกการให้ความช่วยช่วยเหลือนั้น กรมฯ จะใช้วิธีการจ่ายเงินอุดหนุนตรงไปยังผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ผู้ประกอบการนำเงินจำนวนดังกล่าวไปทอนเป็นส่วนลดราคาขายรถยนต์ใหม่ให้แก่ผู้ซื้อโดยตรง ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงรถยนต์ใหม่ในราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้น
ยันไม่ลดภาษีเพิ่ม ชี้อัตราเดิมต่ำอยู่แล้ว
แหล่งข่าวกล่าวว่า อย่างไรก็ดี กรมสรรพสามิตระบุว่ายังไม่มีแนวคิดที่จะปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์เพิ่มเติมจากเดิม เนื่องจากโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ที่เริ่มบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2569 นั้น ได้กำหนดอัตราภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไว้ในระดับที่ต่ำมากอยู่แล้ว
หากย้อนกลับไปดูสถิติการดำเนินนโยบายสนับสนุนภาคยานยนต์ที่ผ่านมา พบว่ารัฐบาลมีการอัดฉีดงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 และ 3.5 กรมฯ ได้จ่ายเงินอุดหนุนให้กับผู้ประกอบการที่ลงนาม MOU ไปแล้วรวมทั้งสิ้น 134,000 คัน คิดเป็นวงเงินกว่า 19,000 ล้านบาท
โดยปัจจุบันมาตรการ EV 3.5 (เงินอุดหนุนสูงสุด 1 แสนบาท) ได้สิ้นสุดลงแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ส่วนมาตรการ EV 3.0 ที่ให้เงินอุดหนุนสูงสุด 50,000 บาทต่อคัน จะยังคงดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2570 เพื่อรักษาโมเมนตัมการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในไทยต่อไป