“สิงคโปร์” เลือก “ไทย” ทุ่นเงินแสนล้านตั้งธุรกิจ มากสุดเป็น “อันดับ 1”

เพื่อนคู่คิด! “พาณิชย์ฯ” เผยปี’68 ต่างชาติหอบเงินลงทุนไทย 3.24 แสนล้าน พบ “สิงคโปร์” ปักหลัก “ไทย” ทุ่มเงิน 103,399 ล้าน ตั้งธุรกิจ มากสุดเป็น “อันดับ 1”

วันนี้ (21 ม.ค.69) นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการวิเคราะห์สถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนธันวาคม 2568 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่จำนวน 5,187 ราย เมื่อเทียบกับเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งมี 5,554 ราย ลดลง 367 ราย หรือคิดเป็น 6.61% แต่เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา เดือนธันวาคม 2567 ซึ่งมี 4,377 ราย เพิ่มขึ้น 810 ราย หรือคิดเป็น 18.51%

ขณะที่ทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 13,385 ล้านบาท ลดลงจากเดือนก่อนหน้า 1,475 ล้านบาท หรือ 9.92% และลดลงจากเดือนธันวาคม 2567 จำนวน 9,510 ล้านบาท หรือ 41.54%

เมื่อวิเคราะห์อัตราการเติบโตของการจัดตั้งธุรกิจใหม่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) พบว่า มี 3 ประเภทธุรกิจที่ขยายตัวอย่างน่าสนใจ ได้แก่

1.ธุรกิจบริการอื่นๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น มีจำนวน 1,168 ราย เพิ่มขึ้น 771 ราย คิดเป็น 194.21% ทุนจดทะเบียน 799 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.26 ล้านบาท หรือ 0.26%
2.ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท และห้องชุด มีจำนวน 1,410 ราย เพิ่มขึ้น 462 ราย คิดเป็น 48.73% ทุนจดทะเบียน 13,020 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,440 ล้านบาท หรือ 263.64%
3.ธุรกิจขนส่งและขนถ่ายสินค้า รวมถึงคนโดยสาร มีจำนวน 1,961 ราย เพิ่มขึ้น 449 ราย คิดเป็น 29.70% ทุนจดทะเบียน 2,976 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 567.37 ล้านบาท หรือ 23.55%

ทั้งนี้ ภาพรวมการจัดตั้งธุรกิจใหม่ตลอดปี 2568 มีจำนวนทั้งสิ้น 85,251 ราย ลดลง 2,345 ราย หรือ 2.68% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มี 87,596 ราย โดยมีทุนจดทะเบียนสะสม 264,237 ล้านบาท ลดลง 21,508 ล้านบาท หรือ 7.53% จากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 285,745 ล้านบาท

ด้านการจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการ เดือนธันวาคม 2568 มีจำนวน 6,112 ราย เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งมี 2,494 ราย จำนวน 3,618 ราย หรือ 145.07% และเพิ่มขึ้นจากเดือนธันวาคม 2567 จำนวน 47 ราย หรือ 0.77% ขณะที่ทุนจดทะเบียนเลิกอยู่ที่ 17,797 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 6,818 ล้านบาท หรือ 62.10% แต่ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 17,305 ล้านบาท หรือ 49.30% ภาพรวมการเลิกประกอบกิจการตลอดปี 2568 มีจำนวน 22,783 ราย ลดลง 896 ราย หรือ 3.78% จากปี 2567 และมีทุนจดทะเบียนสะสม 106,594 ล้านบาท ลดลง 64,586 ล้านบาท หรือ 37.73%

ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 พบว่า ประเทศไทยมีนิติบุคคลจดทะเบียนรวมทั้งสิ้น 2,050,079 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 31.88 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลที่ยังดำเนินกิจการอยู่ 967,210 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 23.42 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 769,590 ราย คิดเป็น 79.57% ทุนจดทะเบียนรวม 17.37 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 196,115 ราย คิดเป็น 20.28% ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,505 ราย คิดเป็น 0.15% ทุนจดทะเบียนรวม 5.62 ล้านล้านบาท โดยกลุ่มธุรกิจที่มีการจดทะเบียนมากที่สุดคือกลุ่มบริการ รองลงมาคือค้าส่ง/ค้าปลีก และกลุ่มผลิต

ขณะที่ การลงทุนของชาวต่างชาติในไทยว่า เดือนธันวาคม 2568 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 105 ราย เงินลงทุนรวม 12,986 ล้านบาท โดยนักลงทุนหลักมาจากสิงคโปร์ จีน และญี่ปุ่น

ส่วนภาพรวมตลอดปี 2568 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนจำนวน 1,078 ราย เงินลงทุนรวม 324,148 ล้านบาท เพิ่มขึ้นทั้งจำนวนและมูลค่าถึง 42% โดยถือเป็นมูลค่าเงินลงทุนสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 5 ปี (2564–2568)

โดยประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
1.ญี่ปุ่น 186 ราย คิดเป็น 17% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 85,688 ล้านบาท
2.สิงคโปร์ 167 ราย คิดเป็น 15% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 103,399 ล้านบาท
3.จีน 152 ราย คิดเป็น 14% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 35,046 ล้านบาท
4.สหรัฐอเมริกา 148 ราย คิดเป็น 14% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 5,073 ล้านบาท
5.ฮ่องกง 113 ราย คิดเป็น 10% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 14,869 ล้านบาท
6.และประเทศอื่นๆ 312 ราย คิดเป็น 30% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 80,073 ล้านบาท

ทั้งนี้ การลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ของปี 2568 ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีจำนวน 313 ราย คิดเป็น 29% ของนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 12 ราย คิดเป็น 4% เมื่อเทียบกับปี 2567 (301 ราย) มูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 106,461 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของเงินลงทุนทั้งหมด เป็นนักลงทุนจากประเทศจีน 83 ราย เงินลงทุน 19,263 ล้านบาท ญี่ปุ่น 67 ราย เงินลงทุน 33,840 ล้านบาท สิงคโปร์ 46 ราย เงินลงทุน 23,238 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 117 ราย เงินลงทุน 30,120 ล้านบาท