“สรรพสามิต” ปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ จ่อเก็บภาษีบุหรี่อัตราเดียว จ่อชงครม. ม.ค. 69
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
3 ธันวาคม 2568

วันนี้ (3 ธ.ค. 68) นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต แถลงทิศทางการขับเคลื่อนกรมสรรพสามติ ปีงบประมาณ 2569 โดยเป็นการแถลงครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่งอธิบดี 2 เดือน ว่า กรมสรรพสามติต่อยอดความสำเร็จ SMART Excise ในปีที่ผ่านมา สู่การขับเคลื่อนภารกิจด้วยยุทธศาสตร์ “Diamond of SMART EXCISE” กรมสรรพสามิตเตรียมประกาศปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ซิกาแรตให้เป็นยระบบภาษีแบบอัตราเดียว (Single rate) โดยจะทำให้ผู้ประกอบการเกิดการแข่งขันอย่างเสรี สามารถตั้งราคาได้อิสระมากขึ้นและมีความหลากหลายของแบรนด์มากขึ้น ซึ่งจะทำให้กรมฯ จัดเก็บรายได้ส่งรัฐได้มากขึ้น คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายในเดือนม.ค. 2569 ทันก่อนรัฐบาลยุบสภา 31 ธ.ค. 2568 ตามนโยบายของรัฐบาลเร่งด่วน Quick Big Win

“ปัจจุบันมีการจัดเก็บอัตราภาษี 2 เธียร์ คือ เธียร์บนและเธียร์ล่าง โดยที่ผ่านมาการจัดเก็บภาษีเธียร์บนลดลงเรื่อยๆ ดังนั้น เมื่อมีการจัดเก็บอัตราภาษีในอัตราเดียวจะไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บภาษีเข้ารัฐ และไม่ทำให้ราคาบุหรี่เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เพราะที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงด้วยตัวของสินค้าตามโครงการสร้างอุตสาหกรรมอยู่แล้ว แต่การปรับโครงการจัดเก็บภาษีใหม่ตัวนี้ จะทำให้การตั้งราคาสินค้าของผู้ประกอบการมีการแข่งขันด้านราคาที่อิสระมากขึ้นไม่ต่องแข่งขันด้านราคา และมีความหลากหลายของแบรนด์มากขึ้น” นายพรชัย ระบุ
รายงานข่าวแจ้งว่า ปัจจุบัน กรมสรรพสามิต ได้เก็บภาษีบุหรี่ขามูลค่าแบบ 2 อัตรา คือ บุหรี่ราคาไม่เกินซอง 72 บาท เก็บภาษี 25% แต่ถ้าราคาเกิน 72 บาท จะเสียภาษีที่ 42% และยังเก็บภาษีตามปริมาณยาสูบอีกมวนละ 1.25 บาท ซึ่งส่งผลให้เกิดการบิดเบือนกลไกราคา โดยผู้ผลิตบุหรี่ราคาสูงได้หันมาลดราคาขายเพื่อเสียภาษีอัตราต่ำ อีกทั้งยังทำให้เกิดการลักลอบนำบุหรี่เถื่อนออกมาจำหน่าย ส่งผลให้กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีได้ลดลงมาก ตลอดจนทำให้การยาสูบแห่งประเทศไทย มีผลดำเนินงานลดลงจากเคยกำไรสูงเกิน 9 พันล้าน เหลือเพียงหลักร้อยบาท

นายพรชัย กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กระทรวงการคลัง ได้ปรับกฎกระทรวงการผลิตสุรา พ.ศ. 2568 เพื่อเปิดโอกาสให้สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน เกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อย เข้ามาขอใบอนุญาตผลิตสุราประเภทต่างๆ ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตามขนาดกิจการเล็ก กลาง และใหญ่ มีผลตั้งแต่วันที่ 2 ธ.ค. ที่ผ่านมา แต่ยังคงหลักการควบคุมคุณภาพของสุรา คุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค และดูแลสิ่งแวดล้อมเช่นเดิม ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตที่อยู่ใต้ดินมาขอทำธุรกิจได้อย่างถูกกฎหมาย
สำหรับเบียร์ เดิมจะอนุญาตให้ผลิตใส่ขวดและกระป๋องขายได้เฉพาะผู้ผลิตรายใหญ่ขนาด 50 แรงม้าขึ้นไป แต่กฎหมายใหม่อนุญาตให้รายกลางที่มีกำลังผลิต 5-50 แรงม้า สามารถผลิตใส่ขวด และกระป๋องขายได้ด้วย ส่วนผู้ผลิตรายเล็กไม่เกิน 5 แรงม้าจะขายได้เฉพาะในร้านที่ตนเองผลิต ส่วนสุราสี เดิมอนุญาตให้ผลิตใส่ขวด และกระป๋องขายได้เฉพาะผู้ผลิตรายใหญ่ขนาด 50 แรงม้าขึ้นไป แต่กฎหมายใหม่อนุญาตให้รายกลางที่มีกำลังผลิต 5-50 แรงม้าได้ด้วย ส่วนสุราขาวยังอนุญาตให้ผลิตจำหน่ายได้ตามขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ เหมือนเดิม

ส่วนแผนกรมสรรพสามิต ปีนี้ ตั้งเป้าหมายเก็บภาษีที่ 5.78 แสนล้านบาท พร้อมกับวางแผนภาษีในอนาคต 6 ด้าน 1.ขยายฐานภาษีสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อรองรับ มาตรการการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Aism: CBAM) 2.ขยายฐานภาษีสินค้าหรือบริการที่ฟุ่มเฟือย 3.ให้สิทธิประโยชน์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น Sustainable Aviation Fuel – SAF , Bio-based fuels 4.ภาษีความเค็ม เพื่อลดปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการบริโภคโชเดียมเกินความจำเป็น 5.ปรับโครงสร้างภาษีแบตเตอรี่ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีจำนวนรอบการชาร์จ (Life Cycle) และน้ำหนักต่อการให้พลังงาน 6. ปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่
นายพรชัย กล่าวเสริมว่า กรมสรรพสามิตเป็นหนึ่งในหน่วยงานจัดเก็บรายได้ของกระทรวงการคลัง ได้นำนโยบายของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง มาปรับใช้ โดยยึดหลักการเศรษฐศาสตร์ เพื่อดำเนินนโยบายตามแผนการคลังระยะปานกลาง 2570-2573 เพื่อฟื้นฟูสภาทางการคลังของประเทศ และเสริมความมั่นคงทางการคลังและรักษาความน่าเชื่อถือของประเทศ