รัฐบาลเปิดศึกยาเสพติด 7 เดือน จับกว่า 1.8 แสนคดี ยึดทรัพย์ 7.1 ล้านบาท

นายกรัฐมนตรี พร้อม ผบ.ตร. แถลงผลงานปราบปรามยาเสพติดทั่วประเทศ ยึดไอซ์กว่า 34 ตัน เฮโรอีน 756 กิโลกรัม พร้อมอายัดทรัพย์เครือข่ายยาเสพติดกว่า 7.1 พันล้านบาท

รัฐบาลเดินหน้าประกาศสงครามกับยาเสพติดอย่างเต็มรูปแบบ หลังสำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดผลการปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดทั่วประเทศในรอบ 7 เดือน สามารถจับกุมคดียาเสพติดได้กว่า 183,979 คดี พร้อมตรวจยึดของกลางมหาศาล ทั้งยาบ้า ไอซ์ เฮโรอีน คีตามีน และยาอี รวมถึงอายัดทรัพย์สินเครือข่ายค้ายาได้กว่า 7,143 ล้านบาท

วันนี้ 12 พ.ค. 69 เวลา 14.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการแถลงผลการปฏิบัติปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมผู้บริหารหน่วยงานด้านความมั่นคง หน่วยปราบปรามยาเสพติด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมแถลง

การปฏิบัติครั้งนี้ เป็นการบูรณาการกำลังระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ป.ป.ส. กองทัพ กรมการปกครอง ตำรวจตระเวนชายแดน และหน่วยข่าวกรอง เพื่อเร่งสกัดกั้น ขยายผล และตัดวงจรการเงินของเครือข่ายยาเสพติดทั้งในและต่างประเทศ

ผลการปฏิบัติช่วงวันที่ 1 ต.ค. 2568 – 11 พ.ค. 2569 สามารถจับกุมคดียาเสพติดได้ 183,979 คดี พร้อมของกลางจำนวนมาก ได้แก่

  • ยาบ้า 915 ล้านเม็ด
  • ไอซ์ 34,116 กิโลกรัม
  • เฮโรอีน 756 กิโลกรัม
  • คีตามีน 5,222 กิโลกรัม
  • ยาอี 274,880 เม็ด

นอกจากนี้ ยังสามารถอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดได้รวมมูลค่ากว่า 7,143 ล้านบาท

สำหรับคดีสำคัญที่ถูกเปิดเผยในการแถลงข่าวครั้งนี้ มีหลายคดีที่สะท้อนรูปแบบการลักลอบขนยาเสพติดที่ซับซ้อนมากขึ้น

หนึ่งในคดีสำคัญ คือการขยายผลเครือข่ายวัยรุ่นข้ามภาค ของ บก.ปส.1 หลังสืบเนื่องจากคดีจับไอซ์ 1,958 กิโลกรัม ที่เตรียมขนลงเรือไปเกาะสมุย ก่อนเจ้าหน้าที่ตามสกัดรถกระบะในพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ และยึดไอซ์ได้เพิ่มอีก 498 กิโลกรัม โดยพบว่าเครือข่ายดังกล่าวใช้หลายจังหวัดเป็นโกดังพักยา เช่น เลย มหาสารคาม สกลนคร เชียงใหม่ และเชียงราย

อีกคดีเป็นการใช้ระบบ Big Data วิเคราะห์เส้นทางขนยา โดย นปส.ชัยภูมิ แกะรอยรถต้องสงสัยจากคดีจับยาบ้า 4.1 แสนเม็ด ก่อนพบขบวนการใช้รถยนต์ 3 คัน ขนยาเสพติดจาก จ.นครพนม ไปส่งที่ จ.สมุทรปราการ จนสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 4 คน พร้อมรถของกลาง

ด้าน บก.ปส.3 เปิดปฏิบัติการสกัดยาเสพติดตามแนวชายแดนภาคเหนือและพื้นที่พักยาในประเทศ จับกุมผู้ต้องหา 30 คน ยึดยาบ้ารวมกว่า 30 ล้านเม็ด ไอซ์ 330 กิโลกรัม คีตามีน 199 กิโลกรัม และฝิ่นอีกจำนวนหนึ่ง

ขณะที่ บก.ปส.3 และ บก.ปส.4 ยังร่วมกันทลายเครือข่ายลำเลียงยาเสพติดผ่านระบบขนส่งเอกชน หลังตรวจพบการส่งพัสดุซุกซ่อนยาบ้าจากเชียงใหม่ไปภาคใต้ สามารถยึดยาบ้ารวมได้ถึง 6.96 ล้านเม็ด ทั้งที่เชียงใหม่และสุราษฎร์ธานี

ส่วนกองบัญชาการตำรวจนครบาล สามารถสกัดจับรถตู้ซุกไอซ์ 300 กิโลกรัม ใต้หลังคารถ ในพื้นที่ อ.สามพราน จ.นครปฐม โดยมีการดัดแปลงโครงสร้างรถเพื่ออำพรางของกลางอย่างแนบเนียน

ตำรวจภูธรภาค 1 ยังขยายผลทลายบ้านเช่าใน จ.พระนครศรีอยุธยา หลังสะกดรอยรถขนยาเข้าไปยังบ้านพัก ก่อนตรวจค้นพบยาบ้าซุกซ่อนภายในบ้านอีกกว่า 9.5 ล้านเม็ด

ด้านกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน หรือ ตชด.235 สกัดบิ๊กล็อตใน จ.นครพนม ยึดยาบ้าเกือบ 2 ล้านเม็ด และไอซ์อีก 597 กิโลกรัม หลังได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีการลำเลียงยาเสพติดผ่านพื้นที่ริมชายแดน

นอกจากนี้ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ยังจับผู้ต้องหาชาวมาเลเซีย 3 คน ลักลอบขนไอซ์ 97 กิโลกรัม ผ่านขบวนรถไฟสายหนองคาย-กรุงเทพฯ โดยซุกซ่อนในกระเป๋าเดินทาง

อีกคดีสำคัญ คือการบุกทลายแหล่งลักลอบผลิต “สารเอโทมิเดต” ซึ่งเป็นส่วนผสมสำคัญของ “พอตเค” หรือบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมาย ภายในบ้านพักเมืองพัทยา จ.ชลบุรี พร้อมจับชาวจีน 3 ราย และตรวจยึดอุปกรณ์ผลิตสารเคมีจำนวนมาก

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลจะสนับสนุนภารกิจปราบปรามยาเสพติดอย่างเต็มกำลัง ทั้งด้านเทคโนโลยี การข่าว และนวัตกรรมการสืบสวน เพื่อรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่และอาชญากรรมข้ามชาติ พร้อมย้ำว่า “หัวใจของการแก้ปัญหายาเสพติด คือการสร้างกลไกเชิงระบบที่มั่นคงและยั่งยืน รวมถึงการบูรณาการทุกภาคส่วนเพื่อปิดล้อมวงจรอาชญากรรมให้สิ้นซาก”

ด้าน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ระบุว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญสูงสุดกับการแก้ปัญหายาเสพติด โดยเดินหน้ากดดันทุกมิติ ทั้งสืบสวน ขยายผล ปราบปราม ยึดทรัพย์ และสกัดกั้นการลำเลียงจากชายแดนเข้าสู่พื้นที่ตอนใน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดและสร้างความปลอดภัยให้ประชาชน

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอความร่วมมือประชาชน หากพบเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติดหรือบุคคลต้องสงสัย สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1599 หรือ 191 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยข้อมูลของผู้แจ้งจะถูกเก็บเป็นความลับอย่างเคร่งครัด