เดือด! สหรัฐฯ ประกาศ “สกัดเรือจีน” กลางฮอร์มุซ หากขนส่งน้ำมันจากอิหร่าน 

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

15 เมษายน 2569

เดือด! สหรัฐฯ ประกาศ “สกัดเรือจีน” กลางฮอร์มุซ หากขนส่งน้ำมันจากอิหร่าน 

ท่ามกลางความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อีกจุที่น่าจับตา คือ ช่องแคบฮอร์มุซ 

ล่าสุด สหรัฐฯ ประกาศสกัด “เรือบรรทุกน้ำมันของจีน” หากขนส่งน้ำมันจากอิหร่าน 

วันนี้ (15 เม.ย.69) สื่อต่างประเทศ รายงานว่า นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกมาประกาศมาตรการขั้นเด็ดขาด โดยระบุว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้เริ่มดำเนินการปิดล้อม (Blockade) เส้นทางเดินเรือ ที่ออกจากท่าเรือของอิหร่าน เพื่อขัดขวางไม่ให้เรือบรรทุกน้ำมันของจีน หรือประเทศอื่นๆ สามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากเป็นการขนส่งน้ำมันจากอิหร่าน 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อตอบโต้พฤติกรรมของจีน ที่สหรัฐฯ มองว่าเป็น “พันธมิตรระดับโลกที่ไม่น่าเชื่อถือ” จากการกักตุนน้ำมันและจำกัดการส่งออกสินค้าบางประเภทในช่วงที่เกิดสงครามในตะวันออกกลาง 

นายเบสเซนต์ กล่าวหาว่า จีนพยายามสะสมน้ำมันสำรองเพิ่มขึ้นแทนที่จะช่วยบรรเทาภาวะขาดแคลนในตลาดโลก ซึ่งถูกกระทบจากการที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันถึง 20% ของโลก เขายังเปรียบเทียบพฤติกรรมนี้กับการกักตุนเวชภัณฑ์ในช่วงโควิด-19 และการขู่ระงับส่งออกแร่หายาก (Rare earth) เมื่อปีที่ผ่านมา โดยปัจจุบันจีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันจากอิหร่านรายใหญ่ที่สุด คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 90% ของการส่งออกน้ำมันทั้งหมดของอิหร่าน 

โดยการปิดล้อมทางทหารครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่การเจรจาในกรุงอิสลามาบัดเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่านประสบความล้มเหลว ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกดีดตัวสูงขึ้นกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และพุ่งขึ้นไปแล้วกว่า 50% นับตั้งแต่เริ่มความขัดแย้ง ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลกได้ออกมาเตือนทุกประเทศให้หลีกเลี่ยงการกักตุนพลังงานซึ่งจะซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจโลก 

ด้านนายหลิว เผิงอวี่ โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน ได้ออกมาตอบโต้ว่า ต้นตอของปัญหาการขาดแคลนพลังงาน คือ ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และเรียกร้องให้หยุดปฏิบัติการทางทหารทันทีเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก 

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความขัดแย้งรุนแรง แต่นายเบสเซนต์ ระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี โดยการเตรียมการเยือนจีนของทรัมป์ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมนี้ยังมีเป้าหมายเพื่อสร้างเสถียรภาพในความสัมพันธ์ทวิภาคี ซึ่งการสื่อสารในระดับผู้นำถือเป็นกุญแจสำคัญในการคลี่คลายปัญหา