“ชูวิทย์” ชี้ ทางเลือกของ ก้าวไกล หากอยากเป็น “รัฐบาล”
Phetchan
10 กรกฎาคม 2566

ใกล้เข้ามาทุกทีกับวันที่จะโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี 13 ก.ค.66 แต่สถานการณ์การเมืองช่วงสุดสัปดาห์ร้อนระอุมาก แม้พรรคก้าวไกล ซึ่งมีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะออกมาบอกว่ารวมเสียงได้มากแล้ว
แต่สถานการณ์ยังไม่นิ่ง เนื่องจากมีหลายฝ่ายทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับฉากทัศน์ หรือ ภาพที่คาดการณ์ล่วงหน้าว่าอาจเกิดขึ้นในวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี
เพราะการจะนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้นอกจากพรรคก้าวไกลจะรวมเสียง 8 พรรคเพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้ 312 เสียง ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในสภา เป็นการโหวตร่วมกันของ ส.ส.500 เสียง และ ส.ว. 250 เสียง โดยคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีต้องได้เสียงโหวตกึ่งหนึ่ง หรือ 376 เสียง

วันนี้ (10 ก.ค.66) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว เรื่อง “ทางเลือกของก้าวไกล” ระบุว่า พรรคก้าวไกลได้รับเสียงจากประชาชนกว่า 14 ล้านเสียง แต่ยังต้องลุ้นเสียง ส.ว. อีกว่าจะโหวตผ่านให้พิธาเป็นนายกฯ หรือแม้แต่จะให้ก้าวไกลอยู่ในสูตรจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ ใจความดังนี้
อย่างที่ผมเคยบอกไว้ว่า “มีก้าวไกล ไม่มี ส.ว.”
ก้าวไกลต้องเลือก หากต้องการเป็นรัฐบาลต้องเลิกแตะ ม.112
แต่การถอย คือการฆ่าตัวตายทางการเมือง เพราะมีจุดยืนหาเสียงไว้ชัดเจน
ก้าวไกลยืนกรานไม่ถอย และเดินสายขอบคุณประชาชนถี่ยิบเพื่อให้เห็นว่า “เข้าตามตรอก ออกตามประตู” เดินตามกติกาประชาธิปไตย สร้างความหวังให้คนเห็น
แต่อำนาจในการบริหารประเทศไม่มีใครยกให้ง่ายๆ เหมือนอย่างที่พูด “มีลุง ไม่มีเรา”
ก้าวไกลต้องตัดสินใจครั้งสำคัญเพื่อจะได้โอกาสบริหารประเทศต่อไป
หากยุ่งเกี่ยวกับ ม.112 ได้ไปเป็นฝ่ายค้านแน่
แต่การผลักให้ก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน เป็นแค่การเลื่อนเวลา และกลับจะทำให้ก้าวไกลเข้มแข็งขึ้น
หากก้าวไกลได้บริหารประเทศ จะได้เห็นข้อผิดพลาดมากกว่าจากมือใหม่ ที่ต้องไปเจอระบบราชการที่เขี้ยวลาก
อย่าคิดว่าจะจัดการได้ทุกเรื่องในเวลาที่จำกัด และเงื่อนไขที่ไม่เอื้ออำนวย
ก้าวไกลจะถูกโดดเดี่ยว แม้ว่าได้คะแนนเสียงมาก แต่เป็นพรรคของคนรุ่นใหม่ที่ต้องต่อสู้กับระบบเก่า
การเมืองคือการประนีประนอม หากไม่ประนีประนอม ก็หมายถึงสงคราม
ก้าวไกลต้องเรียนรู้เพื่อก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่ก้าวไปเป็นเงื่อนไขให้ถูกผลักกลับไปแบบเดิมอีก
ทุกวันนี้ประชาชนมองก้าวไกลเสมือนหนุ่มสาวที่มีไฟอุดมการณ์คุกรุ่น ในประเทศที่การเมืองอยู่ในมือของคนรุ่นเก่า
เลือกมาผิดหรือถูก อนาคตตัดสินได้ เป็นบทพิสูจน์ว่าความหวังฝากไว้ที่คนรุ่นใหม่ได้หรือไม่
ไม่มีประเทศไหนฝากอนาคตไว้กับคนรุ่นเก่า
มันแค่ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น
เรื่องนี้ยังต้องติดตามว่าสถานการณ์การเมืองนับจากนี้จะไปต่ออย่างไร