“พรรคประชาชน” ไร้เพื่อนฝ่ายค้าน เจอเสียงแตก แค่เริ่มต้นก็โดดเดี่ยว

บวรวัฒน์ อีจัน

บวรวัฒน์ อีจัน

17 มีนาคม 2569

“พรรคประชาชน” ไร้เพื่อนฝ่ายค้าน เจอเสียงแตก แค่เริ่มต้นก็โดดเดี่ยว

พรรคประชาชน แค่เริ่มต้นก็โดดเดี่ยว 

ตีลังกาเล่าข่าว โดย กรรณะ 

“เมื่อคะแนนเสียงในสภาบอกความจริงที่ขมขื่น” เพราะผลการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรรอบล่าสุดไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่มันคือกระจกที่สะท้อนสถานะทางการเมืองของ “พรรคประชาชน” ได้อย่างโหดร้ายและตรงไปตรงมา 

มติ 289 ต่อ 123 เสียงอาจถูกตีความได้หลายแบบ แต่สิ่งที่ตีความไม่ได้เป็นอย่างอื่นเลยคือ 80 เสียงที่เลือก “งดออกเสียง” 

80 เสียงนั้นไม่ใช่ความเป็นกลาง ไม่ใช่การรักษาระยะห่างทางการทูต แต่มันคือการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า แม้แต่พรรคที่จะมานั่งฝั่งฝ่ายค้านด้วยกันยังไม่ยอมยื่นมือให้ ไม่มีใครในสภาอยากแตะต้องพรรคประชาชน แม้ว่ากำลังจะเป็นฝ่ายค้านด้วยกันก็ตาม 

บางคนอาจแย้งว่าเป็นเรื่องปกติที่พรรคร่วมรัฐบาลจะโหวตให้กันเอง แต่ที่ต้องไม่ลืมคือครั้งนี้ “พรรคประชาชน” ส่งตัวแทนลงแข่งด้วย แม้เป้าหมายที่แท้จริงรู้กันดีว่าเพื่อให้ “พริษฐ์ วัชรสินธุ์” ได้แสดงวิสัยทัศน์ ไม่ใช่เพื่อชนะ 

แต่เมื่อถึงเวลาจริง การงดออกเสียงของ 80 เสียงนั้นมีความหมายแฝงที่หนักกว่าแค่การไม่เลือกตัวบุคคล มันคือการปฏิเสธวิธีคิด ปฏิเสธแนวทาง และปฏิเสธการมีตัวตนของ “พรรคประชาชน” ในสมการทางการเมือง 

มีเสียงวิเคราะห์ว่าที่งดออกเสียงนั้นเพราะบางพรรคยังหวังจะได้ร่วมรัฐบาล จึงไม่ต้องการตัดไมตรีกับฝ่ายรัฐบาล แต่หากตีความเช่นนั้น การโหวตให้ฝ่ายรัฐบาลไม่เป็นการไว้ไมตรีที่ดีกว่าหรือ 

นี่จึงเป็นบทเรียนทางการเมืองที่เจ็บปวด เพราะในโลกของการเมืองรัฐสภา แม้แต่คนที่ “นั่งข้างเดียวกัน” ก็ยังไม่ใช่พวกเดียวกัน 

ถ้าในสภาคือภาพที่เจ็บปวด ภาพนอกสภาก็ไม่ได้งดงามกว่ากันนัก “พรรคประชาชน” ซึ่งสืบทอดมาจากพรรคก้าวไกลนั้น เคยอยู่ในจุดสูงสุดของความนิยมหลังการเลือกตั้งปี 2566 คะแนนนิยมพุ่งสูงชนิดที่ถ้าเลือกตั้งใหม่ในทันทีก็น่าจะกวาดที่นั่งได้อย่างถล่มทลาย แต่วันนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง 

ช่องว่างระหว่างจุดสูงสุดเมื่อปี 2566 กับวันนี้นั้น ไม่ใช่แค่ตัวเลขคะแนนนิยมที่ลดลง แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงในจิตใจของผู้สนับสนุนบางส่วนที่เริ่มตั้งคำถามกับพรรคมากขึ้นเรื่อยๆ ความคาดหวังสูงมักนำมาซึ่งความผิดหวังที่ลึกเป็นพิเศษ และพรรคประชาชนกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์นั้นอย่างเต็มๆ 

ปัญหาที่น่าเป็นห่วงกว่าแรงกดดันจากภายนอกอาจคือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นภายในพรรคเอง หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา เริ่มมีเสียงจากภายในพรรคที่หันนิ้วเข้าหากัน มีการตั้งคำถามว่าความพ่ายแพ้ครั้งนี้เป็นเพราะใครกันแน่ กระแสการโยนความผิดให้กันเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกในพรรคการเมืองที่เพิ่งเผชิญกับความพ่ายแพ้ แต่ถ้าบริหารจัดการไม่ได้ มันก็อาจกลายเป็นเชื้อเพลิงที่เผาพรรคจากข้างในได้ 

ยิ่งไปกว่านั้น นี่อาจเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่เหี้ยมเกรียมที่ฝ่ายตรงข้ามใช้มาโดยตลอด การตัดตอนพรรคที่เกิดใหม่และโตเร็ว ด้วยการทำให้แกนนำรุ่นก่อตั้งออกจากเส้นทาง ส่งผลให้พรรคหาคนที่มีน้ำหนักทางการเมืองทัดเทียมได้ยาก และในที่สุดพรรคก็เข้าสู่ช่วงถดถอยก่อนที่จะถึงจุดสูงสุด 

ตอนนี้ พรรคประชาชน กำลังยืนอยู่บนทางสองแพร่งที่ไม่มีทางเลือกที่ง่ายเลย ทางแรก ยึดมั่นในอุดมการณ์ หากเดินทางนี้ต่อไป พรรคก็จะยังคงเป็นตัวเองอย่างที่เป็น ยังคงได้รับทั้งดอกไม้จากผู้ที่ศรัทธา และก้อนหินจากคนที่เห็นต่าง แต่สิ่งที่จะยากเปลี่ยนแปลงคือความโดดเดี่ยวในสภา และนั่นหมายความว่าการผลักดันนโยบายหรือกฎหมายก็จะยิ่งทำได้ยากขึ้น 

ทางที่สอง การประนีประนอม หากเลือกทางนี้ พรรคอาจได้มิตรในสภาเพิ่มขึ้น อาจมีโอกาสเจรจาต่อรองในเรื่องต่างๆ ได้บ้าง แต่ราคาที่ต้องจ่ายคือการสูญเสียฐานสนับสนุนหลักที่เชื่อมั่นในพรรคเพราะอุดมการณ์ และเมื่อนั้น พรรคประชาชนก็จะกลายเป็นแค่พรรคการเมืองทั่วไปอีกพรรคหนึ่ง ไม่ต่างจากพรรคอื่นที่ผู้สนับสนุนเคยวิจารณ์มาตลอด 

ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ก็มีต้นทุนที่ต้องจ่าย และนี่คือบทสอบที่แท้จริงของพรรคประชาชนว่าพวกเขาเข้าใจตัวเองดีแค่ไหน 

เมื่อฝ่ายค้านอันดับหนึ่งกำลังอยู่ในสภาวะโดดเดี่ยว ไร้พันธมิตร และกำลังเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากภายในและภายนอกแบบนี้ ใครจะยิ้มกว้างไปกว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นไม่มี