“วอชด็อก” โต้กรมอุทยานฯ ปมยิงยาซึมสีดอหูพับ เผย กรมฯ ประมาทเลินเล่อ

แมงปอ อีจัน

แมงปอ อีจัน

9 มีนาคม 2569

“วอชด็อก” โต้กรมอุทยานฯ ปมยิงยาซึมสีดอหูพับ เผย กรมฯ ประมาทเลินเล่อ

วอชด็อกไทยแลนด์ ไม่ทน! โต้คำแถลงจากกรมอุทยานฯ ปมเคลื่อนย้ายสีดอหูพับ ระบุ ผลชันสูตรหูพับ สะท้อนถึงความประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่

วันนี้ (9 มี.ค. 69) กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เผยผลสอบปมสีดอหูพับเสียชีวิตขณะเคลื่อนย้ายโดยพบว่ามีการสำลักอาหารนั้น

ล่าสุด มูลนิธิวอชด็อกไทยแลนด์ ออกมาโต้แย้งถึงคำชี้แจงดังกล่าว ว่า คำแถลงของกรมอุทยานฯ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามขั้นตอน ไม่พบการประมาทเลินเล่อ และเหตุการณ์เกิดจากข้อจำกัดในการทำงานกับสัตว์ป่าในธรรมชาติที่ไม่สามารถควบคุมการอดอาหารได้

อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงทางสัตวแพทย์และผลการผ่าชันสูตรที่กรมอุทยานฯ เองเปิดเผย กลับสะท้อนถึง ความประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติการวางยาซึมสัตว์ป่าอย่างมีนัยสำคัญ

1. สาเหตุการเสียชีวิตไม่ได้เกิดจากยาเกินขนาด

กรมอุทยานฯ ยืนยันเองว่า ปริมาณยาซึม ไม่ได้เกินขนาด ขณะเดียวกันผลการชันสูตรระบุว่า สาเหตุการเสียชีวิตคือ

• ระบบทางเดินหายใจล้มเหลว

• พบอาหารจำนวนมากในกระเพาะ

• พบเศษอาหารในช่องปากและคอหอย

• มีภาวะกดทับการหายใจจากกระเพาะอาหาร

ลักษณะดังกล่าว สอดคล้องกับภาวะสำลักอาหารและการอุดตันทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เป็นที่ทราบกันดีในทางสัตวแพทย์เมื่อมีการให้ยาซึมในสัตว์ที่ยังมีอาหารในกระเพาะ ดังนั้น การเสียชีวิตของหูพับ ไม่ได้เกิดจากยาเกินขนาด แต่เกิดจาก ภาวะการสำลักและอุดตันทางเดินหายใจ

2. การที่สัตว์ไม่ได้อดอาหาร คือปัจจัยเสี่ยงที่ต้องคำนึงถึงก่อนวางยา

ในทางสัตวแพทย์ การให้ยาซึมหรือยาสลบกับสัตว์ที่ยังมีอาหารในกระเพาะ มีความเสี่ยงสูงต่อ

• การไหลย้อนของอาหาร

• การสำลัก

• การอุดตันทางเดินหายใจ

• ภาวะหายใจล้มเหลว

ดังนั้น หลักปฏิบัติมาตรฐานคือ ต้องงดอาหารก่อนให้ยาซึม

3. การอ้างว่า “สัตว์ป่าไม่สามารถควบคุมการอดอาหารได้” ไม่ใช่เหตุผลที่ยกเว้นความรับผิด

ข้อจำกัดในการควบคุมการอดอาหารของสัตว์ป่า ไม่ใช่ข้อยกเว้นของความรับผิดทางวิชาชีพ ในทางตรงกันข้าม ข้อจำกัดดังกล่าว ยิ่งทำให้สัตวแพทย์ต้องใช้ความระมัดระวังมากขึ้น หากไม่สามารถควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญได้ ย่อมหมายความว่า ไม่ควรดำเนินการวางยาซึมในขณะนั้น กล่าวโดยหลักวิชาชีพอย่างตรงไปตรงมาคือ เมื่ออดอาหารไม่ได้ = ไม่ควรวางยา เพราะการดำเนินการทั้งที่ทราบถึงความเสี่ยง ย่อมเข้าข่าย การตัดสินใจโดยประมาท

4. ความประมาทไม่ได้อยู่ที่ “ปริมาณยา” แต่อยู่ที่ “การจัดการความเสี่ยง”

คำแถลงของกรมอุทยานฯ พยายามเน้นประเด็นว่า “ปริมาณยาไม่เกินขนาด” แต่ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปริมาณยา แต่อยู่ที่ การประเมินและจัดการความเสี่ยงก่อนการวางยา เมื่อมีข้อเท็จจริงว่า

• ช้างมีอาหารในกระเพาะจำนวนมาก

• พบเศษอาหารในช่องปากและคอหอย

• เกิดภาวะอุดตันทางเดินหายใจ

จึงสะท้อนว่า ความเสี่ยงดังกล่าวไม่ได้ถูกจัดการอย่างเพียงพอ

5. เข้าข่ายความประมาทเลินเล่อภายใต้ พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า

ภายใต้พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2562 การกระทำที่ทำให้สัตว์ป่าคุ้มครองได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต แม้เกิดจากความประมาท ก็ถือเป็นความผิดทางอาญา ดังนั้น หากการวางยาซึมเกิดขึ้น

• ทั้งที่ไม่สามารถควบคุมปัจจัยเสี่ยงสำคัญได้

• ทั้งที่ทราบถึงความเสี่ยงต่อการสำลักอาหาร

• และไม่มีมาตรการป้องกันที่เพียงพอ

การกระทำดังกล่าวย่อมเข้าลักษณะ ความประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่

ข้อสรุปสำคัญ การที่สัตว์ป่าไม่สามารถอดอาหารได้ ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ความประมาทเลินเล่อหายไป ในทางวิชาชีพแล้ว ข้อจำกัดนั้นหมายความว่า ไม่ควรดำเนินการวางยาซึมตั้งแต่ต้น ดังนั้น การเสียชีวิตของ “สีดอหูพับ” จึงไม่ใช่เพียงเหตุสุดวิสัยของธรรมชาติ แต่เป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนถึง ความผิดพลาดในการตัดสินใจและการจัดการความเสี่ยง ซึ่งต้องได้รับการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ภายใต้หลักกฎหมายและจริยธรรมทางสัตวแพทย์ เพื่อให้ชีวิตของสัตว์ป่าที่ได้รับการคุ้มครองสูงสุด ไม่ต้องสูญเสียไปจากความประมาทอีกต่อไป.

การจากไปของสีดอหูพับในครั้งนี้ ทำให้หลายคนออกมาเรียกร้องความเป็นธรรม เพราะมองว่าการเคลื่อนย้ายช้าง ถูกกระทำโดยไม่เหมาะสม ขอให้ความยุติธรรม เกิดขึ้นกับหูพับนะคะ