ชูวิทย์ ฟ้อง ทนายตั้ม คดีหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหาย 100 ล้าน
อีจัน
7 เมษายน 2566

เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (7 เม.ย. 66) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ พร้อมด้วย ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความส่วนตัว เดินทางมาที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เพื่อฟ้องนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ทนายตั้ม ในข้อหา “หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา” โดยเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท
ทนายอนันต์ชัย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 23 มีนาคมที่ผ่านมา ทนายตั้มได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนจำนวนมาก และมีการเผยแพร่ออกสื่อสาธารณะชน ตลอดจนได้แถลงข่าวต่อเนื่องในวันที่ 24-27 มีนาคมที่ผ่านมา โดยในการให้สัมภาษณ์ตลอดการแถลงข่าวนั้น ทนายตั้ม ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับนายชูวิทย์ และยังมีอาชีพเป็นทนาย ไม่มีอำนาจ ไม่มีหน้าที่ ไม่มีเหตุผลที่จะต้องมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวรวมถึงยังไม่มีสิทธิที่จะมานั่งแถลงข่าวในลักษณะเป็นการประจานให้นายชูวิทย์เสียหาย

ซึ่งใจความในวันดังกล่าว ยังระบุอีกว่า นายชูวิทย์รับเงินจากเว็บพนันออนไลน์ 10 ล้านบาท ไม่ใช่ 6 ล้านบาท และไม่ได้เป็นการรับจากสารวัตรซัว แต่รับจากบุคคลอื่น แล้วยังพูดถึงการกระทำของนายชูวิทย์ เป็นการทำบ่อยๆ ทำมาแล้วหลายครั้งหลายหน ที่สำคัญยังพาดพิงไปถึงลูกชายผู้ซึ่งเป็นกล่องดวงใจของนายชูวิทย์ว่ารับเงินจากบ่อนการพนัน แล้วยังบอกอีกว่า นายแทนไทได้มาที่โรงแรมเดอะเดวิส แล้วเหมือนมีการตบทรัพย์ เพื่อไม่ให้เปิดเผยข้อมูลของนายแทนไท
อีกทั้งยังบอกอีกว่า การรับเงินของนายชูวิทย์ เพื่อหยุดเปิดโปงเว็บพนันออนไลน์ และที่สำคัญยังปิดท้ายด้วยการแถลงข่าวด้วยว่านายชูวิทย์เป็น “โรบินฮู้ดจอมปลอม แถไปไถไป” ซึ่งคำพูดดังกล่าวของทนายตั้ม มีลักษณะในเชิงเปรียบเทียบ เพราะ “โรบินฮู้ด” เปรียบเสมือนโจรที่ปล้นคนรวยมาให้คนจน หรือหมายความว่า “เอาเงินจากเว็บการพนันที่ผิดกฎหมายแล้วเอามาบริจาค” ถือเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายต่อนายชูวิทย์

นอกจากนี้ ข้อความการให้สัมภาษณ์ของนายชูวิทย์เรื่องเงิน 6 ล้านบาทนั้น เป็นการรับมาจากนายตำรวจท่านหนึ่ง เพื่อเอาไปทำบุญ ไม่ใช่เป็นอย่างที่ใครก็ตามคิด พร้อมยอมรับว่า ตัวเองเป็นคนเขียนบทให้นายชูวิทย์พูดเรื่องเงิน 6 ล้านบาท และตัวเองเป็นคนอยู่เบื้องหลัง ฉะนั้นข้อมูลทั้งหมดอยู่ที่ตัวเอง ยืนยันว่า นายชูวิทย์ไม่ได้โกหก และไม่รู้เรื่องเงิน 6 ล้านบาท และไม่เคยเรียกรับเงิน เพื่อไม่ให้เปิดโปงเว็บการพนัน ซึ่งการที่ทนายตั้มแถลงข่าวลักษณะโยนหินถามทางนั้น แปลว่า “ไม่ได้รู้ข้อมูลเลย”
ส่วนการสัมภาษณ์บนโซเชียล หรือพยานหลักฐานบนโซเชียล ไม่ใช่พยานหลักฐานที่แท้จริงบนศาล และศาลไม่ได้รับฟังหลักฐานบนโซเชียล
ทนายอนันต์ชัย ยังระบุอีกว่า การฟ้องร้องในครั้งนี้ เป็นการดำเนินคดีอาญากับทนายตั้มข้อหา หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา พร้อมเรียกร้องค่าเสียหาย มูลค่า 100 ล้านบาท

เนื่องจากมองว่าช่วงนี้ทนายตั้มร่ำรวย พร้อมทั้งยังระบุในคำฟ้องด้วย ขอให้ทนายตั้มลงข่าวขอโทษนายชูวิทย์ต่อสื่อมวลชน 45 สำนัก โดยเป็นสื่อหนังสือพิมพ์ 14 สำนัก โทรทัศน์ 10 สำนัก และทางออนไลน์ 21 สำนัก
นอกจากนี้การกระทำของทนายตั้ม ยังเข้าข่ายผิดมรรยาททนาย ตาม พ.ร.บ.มรรยาททนายความ พ.ศ.2528 ว่าด้วยมรรยาททนายความ ข้อ 18 ว่าด้วย “ประกอบอาชีพดำเนินธุรกิจหรือประพฤติ ต้นอันเป็นการฝ่าฝืนต่อสินละทำอันดีหรือการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ”
ซึ่งวันที่ 10 เมษายน นี้ เวลา 10.00 น. นายชูวิทย์ จะเดินทางไปยื่นคดีมรรยาททนายกับทนายตั้ม เพื่อให้สอบมารยาททนายขั้นสูงสุด หรือถึงขั้นลบชื่อออกจากการเป็นทนายความ
ทนายอนันต์ชัย ยังทิ้งทายว่า “ตัวเองไม่ใช่ทนายฝึกหัดที่จะต้องออกมาให้สัมภาษณ์อะไร พร้อมชูบัตรจากกรมประชาสัมพันธ์ให้กับสื่อมวลชนดู”
ขณะที่ นายชูวิทย์ ได้ซัดถึง ทนายตั้ม ว่า การแถลงข่าวของทนายตั้ม สร้างความเสียหายให้กับตัวเองและครอบครัว จึงมองว่าทนายตั้มไม่มีความจริงใจ ชอบใช้สื่อเป็นเครื่องมือ และหาลูกความในวิธีแปลกๆ ไม่เหมือนทนายอนันต์ชัยที่มีคุณธรรม
ส่วนตัวจึงเชื่อว่าเรื่องคุณธรรมนี้ไม่สามารถสอนกันได้ ทนายตั้มจะต้องเรียนรู้คุณธรรมในอาชีพทนายความให้ดี ซึ่งเป็นอาชีพที่ต้องใช้คุณธรรมอย่างสูง ประกอบกับการที่ทนายตั้มร่ำรวยขึ้นมาตัวเองก็ไม่เคยไปยุ่ง จนกระทั่งวันนี้มายุ่งกับเรื่องของตัวเอง

ส่วนค่าเสียหายที่ฟ้องร้องในวันนี้ หากชนะคดีจะนำเงินไปทำบุญกับโรงพยาบาลทั้งหมด จะไม่ใช้แม้แต่บาทเดียว โดยตัวเองตอนนี้ถือว่าขึ้นสวรรค์ไปแล้วแต่กลับถูกกระชากลงมา ยืนยัน จะไม่ขออโหสิกรรมให้เพราะตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า จะสามารถเคลียร์กับทนายตั้มได้หรือไม่ นายชูวิทย์ ยืนยัน จะไม่มีการพูดคุยหรือเคลียร์กันเกิดขึ้น และอย่าเพิ่งสมมติไป เพราะเป็นเรื่องของอนาคต
หลังจากนั้นนายชูวิทย์และทนายอนันต์ชัย ได้เดินเข้าไปยื่นคำร้องต่อศาล พร้อมโบกไม้โบกมือให้กับสื่อมวลชน ซึ่งศาลได้รับฟ้อง โดยนัดไต่สวนคำฟ้องในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ เวลา 13.00 น.
จากนั้นนายชูวิทย์ ได้เดินทางไปที่ศาลแพ่ง พร้อมกับนายสกลชัย ลิมป์สีสรรค์ เพื่อยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลแพ่งที่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ขอให้นายชูวิทย์ยุติการพูดพาดพิงเรื่องนโยบายกัญชาของพรรคภูมิใจไทย โดยมีทนายอนันต์ชัย เดินทางไปให้กำลังใจด้วยแม้จะไม่ได้รับทำคดีนี้
ซึ่งทนายอนันต์ชัย ให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า แม้ว่าตัวเองจะไม่ได้เป็นทนายความในคดีนี้ แต่จะเดินทางไปให้กำลังใจ และเห็นว่าคดีนี้นายชูวิทย์สามารถแสดงความเห็นได้ตามกฎหมายของรัฐธรรมนูญ เนื่องจากนายชูวิทย์เป็นประชาชนคนธรรมดา ไม่ได้เป็นนักการเมือง และไม่ได้มีสังกัดพรรคการเมืองใด จึงไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับนโยบายดังกล่าว
แต่การวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของพรรคการเมืองภูมิใจไทย ถือเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ในฐานะบุคคลธรรมดาที่พึงสามารถวิพากษ์วิจารณ์ นโยบายสาธารณะของพรรคการเมืองได้
ดังนั้น จะเอาคำสั่งศาลมาปิดปากประชาชนให้หยุดการวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้ แม้แต่อัยการก็ยังไม่เห็นด้วย
อย่างไรก็ตาม หากนายชูวิทย์ไม่อยากละเมิดศาล แต่ต้องการวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องดังกล่าว ก็สามารถทำได้โดยการไม่พูดถึงพรรคการเมืองดังกล่าว แต่กรณีนี้ที่นายชูวิทย์จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งเป็นไปตามสิทธิทางกฎหมาย โดยศาลจะเปิดการไต่สวนคำร้องของนายชูวิทย์ในวันนี้ ส่วนผลจะออกมาเช่นไร คาดว่านายชูวิทย์จะออกมาแถลงข่าวด้วยตัวเอง