แม่ค้าบ่นหนัก! หมูขึ้นราคา กก.ละ 2-4 บาท สมาคมวอนผู้บริโภคเข้าใจ

น้ำฝน อีจัน

น้ำฝน อีจัน

25 มีนาคม 2568

แม่ค้าบ่นหนัก! หมูขึ้นราคา กก.ละ 2-4 บาท สมาคมวอนผู้บริโภคเข้าใจ

รายงานจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกร ถึงการปรับขึ้นราคาสุกรมีมีชีวิตหน้าฟาร์มของทุกภูมิภาค เนื่องจากความต้องการบริโภคสูง แต่ผลผลิตออกตลาดต่ำลง แต่ละภูมิภาคปรับราคาขึ้น ดังนี้

ภาคตะวันตก ราคาปรับขึ้น 86-88 บาท/กก. ปรับขึ้น 2 บาท/กก. จากเดิม 84-86 บาท/กก.

ภาคตะวันออก ราคาปรับขึ้น 86-88 บาท/กก. ปรับขึ้น 2 บาท/กก. จากเดิม 84-86 บาท/กก.

ภาคอีสาน ราคาปรับขึ้น 86 บาท/กก. ปรับขึ้น 2 บาท/กก. จากเดิม 84 บาท/กก.

ภาคเหนือ ราคาปรับขึ้น 86-88 บาท/กก. ปรับขึ้น 2 บาท/กก. จากเดิม 85 บาท/กก.

ภาคใต้ ราคาปรับขึ้น 86-88 บาท/กก. ปรับขึ้น 2-4 บาท/กก. จากเดิม 84 บาท/กก.

จากการลงพื้นที่ตลาดสดนวลจันทร์ สอบถึงราคาเนื้อหมูและสถานการณ์การซื้อ-ขายในตอนนี้ แม่ค้าแผงหมูบอกกับอีจันว่า ราคาเนื้อหมูขึ้นมากิโลกรัมละ 4 บาท แต่จะขึ้นในส่วนของเนื้อกับสามชั้น จากราคาปกติเนื้อหมูและเนื้อหมูสามชั้น ราคาอยู่ที่ 180 บาท/กก. เป็นราคาที่รับจากตลาดสะพานใหม่มาอีกที รับมาก็ต้องปรับราคาขายขึ้นมาอยู่ที่ 200 บาท และวันนี้ลูกค้าเงียบมาก บางคนก็หันไปซื้อไก่แทน เพราะราคาถูกกว่า

ด้านนายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เผยว่า ขณะนี้ ผู้บริโภค และผู้ค้าเนื้อสุกร หรือเขียงตามตลาดสด สอบถามเข้ามายังสมาคม ถึงการปรับตัวขึ้นมาของราคาสุกรหน้าฟาร์มในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาของเดือนมี.ค. 2568 อยากชี้แจงว่า อยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจ เนื่องจากตลอดระยะเวลาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา คือปี 2566-2567 ผู้เลี้ยงสุกรทั้งประเทศขาดทุนอย่างมาก มีการหยุดประกอบอาชีพสำหรับฟาร์มขนาดเล็ก กลุ่มฟาร์มขนาดกลางลดการเลี้ยง

โดยการลดจำนวนแม่พันธุ์สุกรลง 40-50% เพราะต้องทนต่อการขาดทุน จากการขายต่ำกว่าต้นทุนการเลี้ยงมาเป็นเวลานาน ทำให้ราคาเนื้อสุกรที่ผู้บริโภคคุ้นชินที่อยู่ในช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2567 มีระดับราคาของห้างค้าปลีก ประมาณ 109-119 บาทต่อกิโลกรัม

ในกลุ่มของเนื้อแดงที่เป็นสะโพกและหัวไหล่ ที่สะท้อนกลับเป็นราคาสุกรขุนหน้าฟาร์มที่เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรขาดทุนตัวละประมาณ 500 – 700 บาท โดยเกษตรกรขาดทุนหนักที่สุดช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2566 ที่ประมาณ 40% หรือประมาณ 3,600 บาทต่อตัว

ในระหว่างวันที่ 17-21 มีนาคม 2568 ราคาจำหน่ายปลีกสุกรเนื้อแดงสะโพกและหัวไหล่ของกลุ่มห้างค้าปลีกจะอยู่ที่ประมาณ 143 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่กลุ่มเขียงตามตลาดสดจะอยู่ที่ประมาณ 150 บาทต่อกิโลกรัม ที่เป็นระดับราคาที่เหมาะสมทั้งผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้บริโภค

ปัจจุบันการเลี้ยงสุกรทั่วประเทศยังคงมีความเสี่ยงด้านการบริหารสุขภาพสุกร ทั้งอากาศร้อนและมีฝน ซึ่งเป็นสภาพเสี่ยงต่อการเกิดโรคสุกรได้ จึงขอให้ผู้เลี้ยงสุกรช่วยกันดูแลสุขภาพสุกร เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตสุกร ที่อาจเกิดขึ้นจากปัญหาโรคสุกรที่จะกระทบอัตราการตายระหว่างการเลี้ยง

สุดท้ายนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ได้กล่าวว่า ปกติผู้เลี้ยงสุกรจะดูแลผู้บริโภค สนองนโยบายรัฐด้วยดีเสมอมา โดยสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติและกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรมีมาตรการในการควบคุมปริมาณผลผลิตให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการบริโภค เพื่อรักษาระดับราคาที่เหมาะสมทั้งผู้เลี้ยงสุกร ผู้ค้า และผู้บริโภค ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์