ยังไม่มีวี่แววสงบ! กลาโหมนำทีมอัปเดตเหตุชายแดน การปะทะขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ
แพทตี้ อีจัน
9 ธันวาคม 2568

คืบหน้าสถานการณ์การปะทะเดือดในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา หลังกัมพูชาเปิดฉากยิงตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. 68
ล่าสุดวันนี้ (9 ธ.ค.68) ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นำโดย พลเรือตรีสุรสันต์ คงศิริ โฆษกกลาโหม แถลงอัปเดตสถานการณ์ดังกล่าว ว่า การปะทะกันครั้งนี้สืบเนื่องมาจากการเปิดฉากยิงของฝ่ายกัมพูชา ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 ราย ถูกส่งโรงพยาบาลเรียบร้อยแล้ว
ก่อนจะขยายวงกว้างไปตามแนวชายแดน โดยวันที่ 8 ธ.ค.68 ยังคงมีการปะทะในหลายพื้นที่และขยายพื้นวงกว้างไปตลอดตามแนวชายแดน ทหารกัมพูชาได้ใช้อาวุธยิงเข้ามายังพื้นที่ต่างๆ ในฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูง และการใช้ BM 21 เข้ามาโจมตียังพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ของประชาชนพลเรือน ส่งผลให้ต้องมีการอพยพพี่น้องประชาชนจากพื้นที่ไปยังศูนย์พักพิง

จากนั้นฝ่ายกัมพูชาได้มีลักษณะของการเคลื่อนย้ายอาวุธยิงระยะไกลเข้ามาในพื้นที่ของไทย ซึ่งปัจจุบันยอดทหารไทยที่บาดเจ็บและเสียชีวิต คือ เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 29 นาย
ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดการแถลงการณ์และแถลงข่าวให้คณะทูตานุทูตทั้ง 73 ประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศได้ทราบแล้ว
ขอยืนยันว่า ฝ่ายไทยมีการปฏิบัติการต่างๆ ตามหลักมนุษยธรรมโดยยึดหลักของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ต่างจากอาวุธที่ทางฝ่ายกัมพูชาใช้โดยสิ้นเชิงที่ได้ส่งผลเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ด้วย ซึ่งแน่นอนว่ากัมพูชามุ่งหวังให้เกิดความโกลาหลและความตื่นตระหนก
ขอเน้นย้ำว่า…
“ไทยต้องการสันติภาพ แต่สันติภาพต้องมาพร้อมกับความปลอดภัย และความมั่นคงของประชาชนเป็นสำคัญ”
กองทัพบก
พันเอกริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ชี้แจงว่า ตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชายังคงปะทุและขยายวงกว้างครอบคลุมพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และสระแก้ว ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธครบทุกประเภท รวมถึงปืนใหญ่ จรวดหลายลำกล้อง โดรนทิ้งระเบิด และทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งยังตรวจพบในหลายจุดระหว่างการเคลียร์พื้นที่เช้าวันนี้
กองทัพบก ยืนยัน การปฏิบัติเป็นไปตามแผนเผชิญเหตุ เน้นป้องกันตนเอง ยึดคืนพื้นที่ถูกรุกล้ำอธิปไตย และทำลายศักยภาพการโจมตีของกัมพูชาเพื่อยุติภัยคุกคามในระยะยาว
ผลการปฏิบัติที่สำคัญ ได้แก่ กองทัพภาคที่ 2 ทำลายตึกคาสิโนร้างในพื้นที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี ซึ่งถูกใช้เป็นฐานปล่อยโดรนและอาวุธสนับสนุน รวมถึงทำลายเสาสัญญาณใน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ อีกทั้งกวาดล้างพื้นที่รุกล้ำบริเวณช่องระยีและผลักดันกำลังทหารกัมพูชาออกจากพื้นที่ปราสาทคนา จ.สุรินทร์ แม้ยังไม่สามารถควบคุมพื้นที่ทั้งหมดได้เนื่องจากมีการวางทุ่นระเบิดจำนวนมาก ขณะเดียวกันที่ปราสาทตาควายสามารถทำลายระบบส่งเสบียงของฝ่ายตรงข้ามได้สำเร็จ
ด้านกองทัพภาคที่ 1 เปิดปฏิบัติการผลักดันในพื้นที่ อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว สามารถทำลายที่มั่นบางส่วนและควบคุมพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วได้แล้ว โดยระหว่างการกวาดล้างพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแบบ PM-2 เพิ่มเติม
การสู้รบตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค. จนถึงปัจจุบัน ทำให้กำลังพลไทยเสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บ 29 นาย กองทัพบกยืนยันให้การดูแลและเยียวยาครอบครัวผู้เสียสละตามสิทธิครบถ้วน พร้อมย้ำว่าทุกปฏิบัติการดำเนินไปภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรม เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชนชายแดนไทย
กองทัพเรือ
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ รายงานว่า ได้เปิดปฏิบัติการทางทหารช่วงเช้ามืดวันนี้ (9 ธ.ค.68) เพื่อขับไล่กำลังทหารกัมพูชาที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่บ้านหนองรี หรือ “บ้าน 3 หลัก” พื้นที่พิพาทชายแดน จ.ตราด หลังพบการยึดพื้นที่ซ้ำและพฤติกรรมยั่วยุอย่างต่อเนื่องจากฝ่ายกัมพูชา ทั้งการลาดตระเวนถี่ขึ้นและการใช้โดรนบินรบกวน แม้ไทยจะพยายามเจรจาให้ถอนกำลังหลายครั้งแต่ไม่เป็นผล
โดยการปฏิบัติการเริ่มเวลา 05.30 น. กองทัพเรือได้เข้ารื้อบ้าน 3 หลังที่เป็นสัญลักษณ์ของการรุกล้ำและยึดคืนพื้นที่ ขณะเดียวกันพบว่าฝ่ายกัมพูชาได้ถอนกำลังออกไปก่อนหน้า แต่ยังมีรายงานการเคลื่อนกำลังกลับเข้ามาใหม่บางส่วน ล่าสุดการปะทะยังไม่สิ้นสุด แต่คาดว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในเร็ววัน โดยได้มีคำสั่งอพยพประชาชนตั้งแต่ช่วงบ่ายวานนี้ เพื่อความปลอดภัยก่อนเริ่มปฏิบัติการในช่วงเช้ามืดของวันนี้
กองทัพอากาศ
พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ เผยการปฏิบัติภารกิจเช้าวันที่ 8 ธ.ค. เริ่มตั้งแต่เวลา 07.00 น. เป็นการปฏิบัติการร่วมกับกองกำลังสุรนารีและกองทัพบก เพื่อรับมือสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดน โดยภารกิจของกองทัพอากาศมุ่งตอบโต้และหยุดยั้งการคุกคามต่ออธิปไตยไทย เน้นโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหารที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและต่อประชาชนในพื้นที่ พร้อมกับวางแผนประสานร่วมกันระหว่าง 3 เหล่าทัพ เพื่อให้การตอบโต้ดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพและจำกัดผลกระทบต่อพื้นที่พลเรือนมากที่สุด
การโจมตีจะยังคงดำเนินต่อเนื่อง ตราบใดที่ฝ่ายกัมพูชายังไม่ยุติการกระทำที่เป็นภัยคุกคาม ขณะเดียวกันกองทัพอากาศยืนยันว่าจะสนับสนุนการปฏิบัติการของกองทัพบกและกองทัพเรืออย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ภารกิจทางทหารของไทยบรรลุผล พร้อมสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนว่าได้ดำเนินงานอย่างรอบคอบและเต็มความสามารถ
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ระดมกำลังสนับสนุนการดูแลความปลอดภัยประชาชนในพื้นที่ชายแดน ตามแผน “พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง” หลังสถานการณ์ตึงเครียดจากความขัดแย้งไทย–กัมพูชา โดยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้ดำเนินมาตรการสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่
1. รักษาความสงบและความมั่นคงภายใน ตั้งจุดตรวจ–จุดสกัด ดูแลพื้นที่อพยพ และสนับสนุนหน่วยงานความมั่นคงทุกมิติ
2. การอพยพและด้านมนุษยธรรม อำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ พร้อมจัดส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์อย่างต่อเนื่อง
3. การจราจร ปิดเส้นทางเสี่ยง เพื่อเร่งอพยพประชาชนไปสู่พื้นที่ปลอดภัยให้เร็วที่สุด
4. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จัดกำลังตำรวจเฝ้าระวังไม่ให้เกิดเหตุอาชญากรรมซ้ำเติม รวมถึงดูแลสัตว์เลี้ยงและทรัพย์สินด้านการเกษตรของประชาชน
ขณะนี้ พื้นที่ศูนย์พักพิงในภาค 3 ได้แก่ จ.บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี เปิดแล้ว 687 แห่ง รองรับประชาชนกว่า 110,657 คน ส่วนภาค 2 ใน จ.จันทบุรี สระแก้ว และตราด เปิดแล้ว 44 แห่ง มีผู้พักพิง 200,220 คน โดยมีกำลังตำรวจดูแลกว่า 5,000 นาย
ด้านความสูญเสีย มีตำรวจตระเวนชายแดน 4 นายได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดระหว่างปฏิบัติหน้าที่แนวหน้า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกำชับให้ดูแลสวัสดิการและสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่ พร้อมขอให้เจ้าหน้าที่ทุกนายปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ
สำหรับมาตรการรองรับการจัดแข่งขันซีเกมส์ในวันที่ 25 ธ.ค.68 สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดทำแผนรักษาความปลอดภัยเข้มงวด ทั้งบริเวณสนามแข่งขัน บ้านพักนักกีฬา และเส้นทางจราจร เพื่อให้การแข่งขันเป็นไปด้วยความเรียบร้อยสูงสุด
หากมีความคืบหน้าจะอัปเดตให้ทราบ