มาดามเก่งเปิดหน้าชน! โต้อีกมุม ยันไม่มีการข่มขู่ “โทน บางแค” แค่อยากได้เงินคืน

แมงปอ อีจัน

แมงปอ อีจัน

6 นาทีก่อนหน้า

มาดามเก่งเปิดหน้าชน! โต้อีกมุม ยันไม่มีการข่มขู่ “โทน บางแค” แค่อยากได้เงินคืน

มาดามเก่ง เปิดหน้าชน ! โต้อีกมุมในฐานะเจ้าหนี้ โทน บางแค พร้อมยกมือร่ำไห้ ขอโทษบิ๊กเต่าที่ทำให้เดือดร้อน เพียงอยากเจรจาหาทางออก

จากกรณี “โทน บางแค” เซียนพระชื่อดังร้อง ผบ.ตร. ตรวจสอบ “บิ๊กเต่า” อ้างถูกกดดันให้เปลี่ยนสัญญาชำระหนี้ โดนข่มขู่จนรู้สึกไม่ปลอดภัย และมีการโต้แย้งจากมุมบิ๊กเต่าว่าเรื่องนี้ เอี่ยวขบวนการฉ้อโกง

ล่าสุดวันนี้ (6 พ.ค. 69) มาดามเก่ง หรือน.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ ในฐานะเจ้าหนี้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว เดินทางมาพร้อมทนายออกมาชี้แจงถึงกรณีที่เกิดขึ้น โดยมาดามเก่งเปิดหมดเปลือก เล่าไทม์ไลน์ที่เกิดขึ้นระหว่างตนเองและโทน บางแค

จุดเริ่มต้นความสัมพันธ์กับนายโทนทอง หรือ โทน บางแคนั้น มาดามเก่ง เล่าว่าในปี 2565 ตนต้องการขายรถเบนท์ลี่ย์ 35 ล้านบาท แต่มีคนกลางที่ชื่อนายอรรณพ ซึ่งเป็นเซียนพระแนะนำให้รู้จักกับนายโทนทอง เนื่องจากอ้างว่านายโทนทองมีความรู้เรื่องการตีราคารถหรู เพื่อให้ได้ราคาสูงกว่าตลาด จึงได้เริ่มการติดต่อนายโทนทองเป็นครั้งแรก

หลังจากนั้นมีการดีลซื้อขายรถคันดังกล่าว ด้วยการจ่ายเช็ค 10 ใบ ใบละ 3.5 ล้านบาท โดยมีเงื่อนไขว่าหลังจากทำสัญญาอีก 10 เดือนถึงจะมีการจ่ายเงิน เมื่อถึงเวลาที่กำหนด ปรากฏว่าเช็คดังกล่าวมีบางใบเด้ง แต่ก็ยังไม่ติดใจอะไร

หลังจากนั้นก็ยังมีการซื้อขายของแบรนด์เนมกันเรื่อยมา กระทั่งในปีเดียวกัน (2565) นายโทนทองมาขอยืมเงิน 100 ล้านบาท อ้างว่าจะนำไปต่อยอดธุรกิจผลิตกล้องส่องพระ โดยจะจ้างบริษัทที่เยอรมนีผลิตจำนวน 1,000 ตัว โดยอ้างว่าตนเองมีผู้ติดตามมากมาย ทำธุรกิจนี้ได้ และได้นำตึกมาค้ำประกัน อ้างว่ามีมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท แต่เมื่อนำไปประเมินราคาภายหลัง พบว่าได้มูลค่าเพียง 60 ล้านบาท ซึ่งการทำธุรกรรมมีสัญญาจดจำนองอย่างชัดเจน

โดยบอกว่า กล้องนี้มีราคาต้นทุนตัวละ 2,600 บาท และเปิดขายเพราะตัวโทนเองมีผู้ติดตามเยอะ และถ้ากล้องมาแล้วจะส่งให้มาดามเก่งในราคาตัวละ 3,000 บาท จะให้ 500 ตัว แต่หลังจากนำเงินไปทำธุรกิจ นายโทนทองก็อ้างว่า สินค้าที่ได้มานำไปขายหมดแล้ว แต่หากมาดามเก่งอยากได้จะขายให้ราคา 10,000 บาท แต่ต้นทุนเพียง 2,600 บาท  ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้ตนเริ่มผิดหวังและรู้สึกไม่สบายใจ แต่นายโทนทองก็เข้ามาพูดคุยสร้างความมั่นใจ โดยอ้างความสัมพันธ์พี่น้องจึงทำให้ตนยังมีการซื้อขายของในลักษณะต่างกรรมต่างวาระ แต่ยืนยันว่าไม่เคยให้เงินโดยเสน่หา

พอมีการชำระหนี้ ก็พบว่าเช็คเด้งอยู่ตลอด จนมารวมยอดแบ่งเป็นเงิน 2 ก้อน คือ 120 ล้านบาท และ 180 ล้านบาท แต่นายโทนทองก็ได้นำพระพุทธรูปที่สะสมจำนวน 152 องค์ โดยอ้างว่าหากเก็บไว้เกร็งกำไรจะมีมูลค่า 400-500 ล้านบาท ทำให้ตนหลงเชื่อ เนื่องจากตนไม่ได้เป็นเซียนพระ ต่อมาตนขาดภาพคล่อง จึงนำพระทั้งหมดไปตีราคา และพบว่ามีมูลค่าเพียง 35-40 ล้านบาทเท่านั้น จึงทำให้ตนผิดหวังซ้ำอีก แม้ว่าเงิน 180 ล้านบาท จะมีการทำสัญญาถึงปี 2573 โดยส่งเป็นเช็คงวดละ 5.5 ล้านบาท แต่เมื่อตนนำไปขึ้นเงิน พบว่าไม่สามารถดำเนินการได้ จึงส่งผลให้ตนเครียดจนป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

ต่อมาในวันที่ 14 มกราคม 2568 ตนได้มอบหมายให้ทีมเข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่กองบังคับการปราบปราม แต่คดีไม่มีความคืบหน้า เรื่องนี้ทำให้นายโทนทองรู้ตัวว่าจะเดือดร้อน จึงพยายามหาทางนัดเจรจากับบิ๊กเต่าหลายครั้งเนื่องจากได้ติดตามผลงานต่างๆ มา โดยประสานผ่าน “ป๋อง สุพรรณ” แต่ก็ไม่สำเร็จ

กระทั่งวันที่ 17 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ตนขอยืนยันว่านายโทนทองเป็นคนนัดให้ทั้ง 3 ฝ่ายมาเจอกัน โดยผ่านตัวกลางเป็นป๋องสุพรรณ ซึ่งบรรยากาศในวงเจรจาวันดังกล่าวมีทั้งหมด 8 คน ประกอบด้วย ตน บิ๊กเต่า นายโทนทอง ทนายความทั้ง 2 ฝั่ง เลขาของตน และอัยการซึ่งเป็นน้องสาว การเจรจายืนยันว่าไม่มีการข่มขู่ โดยขอยกคำพูดของบิ๊กเต่าในห้องเจรจา “โทน พี่งานยุ่งมากเลยพี่ป๋องฝากมา อะไรเคลียร์ได้ก็เคลียร์กันไปจะได้ไม่ต้องไปแจ้งความ” ซึ่งนายโทนทองได้บอกในวันนั้นว่าขอไปรวบรวมทรัพย์สินก่อนว่ามีอะไรเหลืออยู่บ้าง และนัดเจรจาเป็นครั้งที่ 2 ในวันที่ 24 เมษายน แต่เมื่อถึงวันดังกล่าว พบว่านายโทนทองส่งทนายมาเพียงคนเดียว

ก่อนที่ตนจะทราบว่านายโทนทองไม่มาวันที่ 24 เมษายน กลับไปรวบรวมหลักฐานเพื่อไปร้องทุกข์ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จากนั้นไปที่สน. พหลโยธิน และสำนักงานอัยการสูงสุด โดยเฉพาะที่สน. พหลโยธิน มีการแจ้งความตน  , บิ๊กเต่า โดยรวมทั้งหมด 5 คน ซึ่งตนก็ไม่กังวลถือว่าเป็นสิทธิ์

ส่วนอัยการที่ถูกนายโทนทองแจ้งความ 1 ใน 5 เนื่องจากอยู่ในวงการเจรจาเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ยอมรับว่าเป็นอัยการจริงซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องที่วันนั้นwork from home มาให้ความเห็นทางด้านกฎหมายแต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในคดี ท้ายที่สุดตนพึ่งรู้ความจริงทั้งหมดเมื่อประมาณเดือนที่แล้วว่าถูกหลอกมาตลอด จึงรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ขณะที่นายเชษฐพล โกวิทวาณิชย์ หรือทนายโต ระบุว่า สำหรับขบวนการนี้มีทั้งหมด 7 คน แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ว่ามีใครเกี่ยวข้องบ้าง แต่ขณะนี้ได้มีการแจ้งความกับตำรวจ ส่วนจะทำเป็นขบวนการหรือไม่ต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินก่อน และยังยืนยันว่ามูลค่าความเสียหายของมาดามเก่งเดิมทีตั้งแต่ปี65-ปัจจุบัน ทั้งหมดมูลค่ากว่า 600 ล้านบาท แต่มีการชดใช้หนี้กันมาบางส่วนแล้ว เป็นทั้งพระและเช็คจำนวนมาก ทำให้ตอนนี้ยอดหนี้เหลือประมาณ 300 ล้าน ทั้งนี้ในฐานะที่มาดามเก่งเป็นเจ้าหนี้ วันนี้มาเพื่อยืนยันว่าอยากได้เงินคืน

ด้านนายอุ๊ กรุงสยาม เพื่อนสนิทมาดามเก่ง ในฐานเซียนพระ บอกว่า ตนอยู่ในเหตุการณ์ทุกขั้นตอน ยกเว้นวันที่ 17 เมษายน จึงทำให้ไม่ถูกแจ้งความซึ่งเหตุการณ์ทั้งหมดมีต้นเรื่อง เดิมที่คู่กรณีมีเพียงแค่มาดามเก่งและนายโทนทองเท่านั้น แต่บุคคลอื่นที่ถูกกล่าวอ้าง เช่น ต้อม นครสวรรค์ อั๋น โอกิ และอื่นๆ ซึ่งบุคคลเหล่านี้มีบางคนมีการเคลียร์ไปแล้ว แม้จะเป็นคดีความกับมาดามเก่งแล้วก็ตาม ส่วนคนอื่นตอนนี้อยู่ระหว่างที่ตำรวจกำลังรวบรวมหลักฐาน ว่าจะพบความผิดเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงมาดามเก่งหรือไม่ตนไม่ทราบ เพราะมีหลายบุคคลที่เข้ามากู้ยืมเงินกับมาดามเก่ง

โดยมาดามเก่ง ได้ยกมือไหว้พร้อมร่ำไห้ ก่อนกล่าวคำขอโทษไปถึงพล.ต.ต.จรูญเกียรติ ที่ทำให้เดือดร้อน วันนี้จึงอยากกราบขอโทษ เพราะรู้สึกเสียใจมาก และรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ยุติธรรม พร้อมขอสาบานขณะที่ฝนตกในตอนนี้ “บิ๊กเต่าไม่เคยรับเงินแม้แต่บาทเดียว” ก่อนจะฝากบอกถึงนายโทนทองว่า ตนไม่อยากให้น้องต้องมาต่อสู้อะไรที่ไม่ใช่เรื่องที่เจรจาไม่ได้ ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว