ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! ไทยก็เคยมี “กระทรวงเวทมนตร์” กระทรวงที่ตัดสินคดีผี คดีคุณไสยมนต์ดำ
ตาต้า อีจัน
1 ชั่วโมงก่อนหน้า

ทุกคนรู้มั้ยคะ ว่าประเทศไทยก็เคยมี กระทรวงเวทมนตร์?
แต่เราใช้ชื่อ “กรมแพทยาคม” เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาเพื่อตัดสินคดีผี!
ใช่ค่ะ อ่านไม่ผิด คดีผี คดีคุณไสยมนต์ดำ คดีไสยศาสตร์อาคม ถูกตัดสินด้วยการว่าความตามกฎหมายจริงๆ
อีจันเดอะซีรีส์ พาทุกคนมารู้จัก “กรมแพทยาคม” ไปพร้อมๆ กันค่ะ
โดยข้อมูลที่เราค้นหาและเรียบเรียงมานี้ อ้างอิงมาจากงานเขียนและการตีความของ อ.ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ ที่เผยแพร่ในมติชนสุดสัปดาห์ และข้อมูลอีกหลายๆ ส่วน โดยให้ AI รวบรวมตามฐานข้อมูลในโลกออนไลน์ทั้งหมด
กระทรวงเวทมนตร์ ความจริงแล้วมีชื่อว่า กรมแพทยาคม ถูกพูดถึงกันว่าเป็นกรมเก่าแก่ ที่มีมาแล้วตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีหน้าที่หลักในการทำคดีที่เกี่ยวกับคุณไสยมนต์ดำต่างๆ แต่ก็ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าก่อตั้งขึ้นมาในรัชสมัยของกษัตริย์พระองค์ใด แต่มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่ากรมแพทยาคม ถูกพูดถึงในกฎหมายตราสามดวง ที่บันทึกไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 นั่นแปลว่ากรมนี้น่าจะมีมาตั้งแต่ก่อนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว
“แพทยาคม” เป็นการผสมกันของคำว่า “แพทย+อาคม”
แพทย์ ก็ตรงตัว คือ หมอรักษาโรค ส่วน อาคม ก็คือ เวทมนตร์ แพทยาคมจึงหมายถึง หมอรักษาเวทมนตร์ ดังนั้น ในกรมนี้จึงมีผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาคม ทำหน้าที่ตุลาการ ไต่สวนคดีที่เกี่ยวข้องกับคุณไสยต่างๆ
อ.ศิริพจน์ บอกว่า จากข้อมูลในพระธรรมนูญ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายตราสามดวง ที่เขียนขึ้นในรัชสมัยของพระเอกาทศรถ เมื่อ พ.ศ.2165 มีข้อความที่ระบุถึงการฟ้องร้องทางคดีที่เกี่ยวข้องกับการทำคุณไสย ไสยศาสตร์กันขึ้น นั่นแปลว่า ในอดีตเคยมีการพิจารณาคดี มีการฟ้องร้อง ที่เกี่ยวกับเรื่องไสยศาสตร์ขึ้นจริงๆ ตามคำเขียนที่อยู่ในกฎหมายตราสามดวง มีการกล่าวถึง กรมแพทยา ซึ่งมีทั้ง แพทยาหน้า แพทยาหลัง และแพทยาโรงพระโอสถ
หน้าที่ของ กรมแพทยาคม คืออะไร?
หน้าที่สำคัญของ กรมแพทยา แน่นอนว่าชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าแพทย์ ดังนั้นหน้าที่หลักก็ต้องเกี่ยวกับการรักษา ซึ่งมีข้อมูลระบุในกฎหมายตราสามดวงว่ากรมแพทยาทั้งสามชื่อนี้ ทำหน้าที่รักษาอาการเจ็บป่วยของชนชั้นนำ และดูแลเรื่องการขจัดปัดเป่ามนต์ดำหรือคุณไสย ตัดสินคดีไสยศาสตร์ เป็นหน่วยงานหลัก ศาลกระทรวงแพทยา ซึ่งทำหน้าที่พิจารณาคดีความที่เกี่ยวกับคุณไสย การฝังรูปฝังรอย หรือการใช้เวทมนตร์ทำร้ายผู้อื่น โดยมี พระศรีมโหสถ หรือ เจ้ากรมแพทยาหน้า และ พระศรีศักดิ์ หรือ เจ้ากรมแพทยาหลัง เป็นผู้กำกับดูแลการทำงาน และยังมีข้อมูลว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เคยอธิบายเกี่ยวกับหน้าที่ของกรมที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์เอาไว้ใน “พระบรมราชาธิบายแก้ไขการปกครองแผ่นดิน”
อ.ศิริพจน์ บอกว่า ถ้าจะว่ากันตามหลักฐานในกฎหมายตราสามดวงแล้ว “หมอว่าความ” หรือ “หมอศาลา” ที่รัชกาลที่ 5 กล่าวถึงก็คือ “พระศรีมโหสถ” และ “พระศรีศักดิ์” เจ้ากรมแพทยาหน้า และเจ้ากรมแพทยาหลัง ซึ่งรัชกาลที่ 5 ใช้คำว่า “ซ้าย-ขวา” แทนคำว่า “หน้า-หลัง”
ดังนั้น การมีอยู่ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์และข้อมูลแบบนี้ เราอนุมานได้ว่า เจ้ากรมแพทยาทั้งสองนี้ เป็นคนที่รับหน้าที่เป็นผู้พิพากษาคดีความที่เกี่ยวข้องกับผีสางและไสยศาสตร์ ในประเทศไทยสมัยนั้นจริงๆ
การตัดสินคดีความ เขาทำกันยังไง?
การร้องทุกข์คดีคุณไสยในสมัยโบราณ มีขั้นตอนที่เป็นระบบและเข้มงวด เริ่มที่การยื่นคำฟ้อง ผู้เสียหาย หรือ โจทก์ ต้องไปยื่นเรื่องที่ศาลา หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยระบุข้อหาที่เกี่ยวกับคุณไสย เช่น การทำเสน่ห์ยาแฝด การฝังรูปฝังรอย การปล่อยคุณไสยใส่ หรือแม้แต่การกล่าวหาว่าผู้อื่นเป็นผี จำพวก ผีฉมบ ผีจะกละ ผีกระสือ หรือผีกระหัง
ในเว็บไซต์ของ สำนักงานราชบัณฑิตยสภา มีการเผยแพร่บทความ เกี่ยวกับ “ผี ในตราสามดวง” ระบุชัดเจนถึง พระไอยการลักษณรับฟ้อง ซึ่งเป็นกฎหมายที่กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้มีความสามารถและมีอำนาจฟ้องคดี หากเป็นการกล่าวหาลอยๆ โดยไม่มีหลักฐานหรือเป็นลักษณะต้องห้าม ศาลอาจไม่รับฟ้อง
ผีฉมบ (ฉะ-มบ) ผีจะกละ ผีไทยเก่าแก่!
ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 อธิบายว่า ผีฉมบ หมายถึง ผีผู้หญิงที่ตายในป่าและสิงอยู่ในบริเวณที่ตาย มีรูปเห็นเป็นเงา ๆ แต่ไม่ทำอันตรายใคร
ส่วนผีจะกละ คือผีแมวดำ ลักษณะคล้ายแมวบ้านแต่ขนดำสนิท หมอผีจะเลี้ยงไว้ด้วยอาคมเพื่อใช้งาน โดยการสั่งให้ไปสิงหรือทำร้ายศัตรู ทำให้เจ็บป่วย หรือเกิดอาเพศต่างๆ
การที่มีชื่อของ ผี เขียนเอาไว้ในกฎหมายตราสามดวง แปลว่า ในอดีตคงจะเคยมีการทำร้ายกันด้วยผี หรือส่งผีไปทำร้ายคนกันหลากหลายมากๆ จนต้องตราเป็นกฎหมายเพื่อกำกับให้คนไม่ทำร้ายกันเองอีก
บทลงโทษของคดีคุณไสยมนต์ดำ
ตามที่ระบุในกฎหมายตราสามดวง มีความรุนแรงและละเอียดถี่ถ้วน เพราะมองว่าการใช้คุณไสยเป็นภัยคุกคามต่อความสงบสุขของบ้านเมืองในสมัยนั้น
1.โทษประหารชีวิต ใช้ลงโทษในกรณีทำคุณไสยใส่ผู้อื่น ซึ่งหากพิสูจน์ได้ว่าเป็นความจริง ไม่ว่าจะใช้เวทมนตร์หรือยาแฝดทำร้ายคนอื่น กฎหมายกำหนดโทษไว้อย่างรุนแรงที่สุดคือประหารชีวิต หากใช้อาคมหรือยาสั่งจนผู้อื่นถึงแก่ความตาย โทษคือ ประหารชีวิต เช่นกัน
“มาตราหนึ่งระบุว่า หากผู้ใดทำยาแฝดให้ผู้อื่นกิน เพื่อให้ “พิศวงงงงวย” ในตน เมื่อพิจารณาว่าเป็นจริง ให้ลงโทษ ทวนด้วยไม้หวาย 60 ที จากนั้นนำตัวขึ้น ขาหย่างประจาน และตระเวนบก 3 วัน ตระเวนเรือ 3 วัน ก่อนจะประหารชีวิตเสีย”
2.โทษสำหรับผู้ที่เป็น “ผี” หรือผู้เล่นอาคมร้ายในสมัยนั้น มีความเชื่อเรื่องการกลายร่างเป็นผีจากอาคมที่แก่กล้า (เช่น ฉมบ จะกละ กระสือ กระหัง) หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นผีฉมบหรือรู้วิทยาคุณทำร้ายผู้อื่นจริง ก็จะถูกประหารชีวิต
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น กฎหมายระบุว่า ไม่ให้ด่วนตัดสินประหารชีวิตในทันที แต่ให้เจ้าเมืองกักตัวไว้นอกเขตเมือง เพื่อไม่ให้มาปะปนกับคนปกติ
3.โทษสำหรับ “ผู้กล่าวหาเท็จ” กฎหมายตราสามดวงให้ความสำคัญกับการป้องกันการใส่ร้ายป้ายสี หากใครไปกล่าวหาผู้อื่นว่าเป็นผีหรือทำคุณไสยแต่พิสูจน์ไม่ได้ ผู้กล่าวหาจะต้อง รับโทษตามโทษานุโทษ คือ โทษเท่ากับที่กล่าวหาผู้อื่น ต้องจ่ายค่าปรับตามศักดินาให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาด้วย
ทำไม “กรมแพทยาคม” ถูกยกเลิกไป?
ระบบนี้ถูกใช้เรื่อยมาจนกระทั่งถูกยกเลิกในวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2434 ในสมัยของรัชกาลที่ 5 เพราะพระองค์ท่านต้องการที่จะปฏิรูประบบศาลให้เป็นสากลมากขึ้น และกรมแพทยานี้ จะขัดกับการก้าวไปสู่สากล จึงให้ยกเลิกการตัดสินคดีความที่เกี่ยวกับคุณไสยมนต์ดำตั้งแต่นั้นมา
เรื่องราวของ กรมแพทยาคม หรือ กระทรวงเวทมนตร์ เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะคะ เราได้ค้นหาและรวบรวมข้อมูลมาเล่าสู่กันฟัง ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณ