รู้จัก “ฝนกรดสีดำ” วิกฤตสิ่งแวดล้อม จากสงครามในอิหร่าน 

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

9 มีนาคม 2569

รู้จัก “ฝนกรดสีดำ” วิกฤตสิ่งแวดล้อม จากสงครามในอิหร่าน 

กลายเป็นภาพไวรัลที่สร้างความตื่นตระหนกไปทั่วโลก  

เมื่อชาวอิหร่าน ต้องตื่นมาเจอกับภาพที่เหมือน “วันสิ้นโลก” 

ท้องฟ้าที่เคยสดใสกลับมืดมิดกลายเป็นสีดำสนิท มีกลุ่มควันหนาทึบปกคลุมไปทั่วเมือง แถมยังมี “ฝนกรดสีดำ” (Black Acid Rain) ที่ตกถล่มในหลายพื้นที่ของประเทศ  

ปรากฏการณ์ ฝนกรดสีดำ (Black Acid Rain) ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่มันคือผลพวงจากการโจมตีทางอากาศต่อคลังเก็บน้ำมันหลายแห่งในกรุงเตหะราน แรงระเบิดทำให้เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ น้ำมันมหาศาลลุกไหม้กลายเป็นเขม่าควันพุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ พอฝนตกลงมา หยดน้ำฝนก็ไปกวาดเอาเขม่าดำ สารไฮโดรคาร์บอน และฝุ่นละอองพิษเหล่านั้นลงมาด้วย ทำให้น้ำฝนเปลี่ยนจากสีใสกลายเป็นสีดำสนิท 

ความร้ายกาจ ไม่ใช่แค่สีที่น่ากลัว แต่ฝนกรดสีดำ คือ “อาวุธเคมี” ในคราบน้ำฝน เพราะเมื่อก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และไนโตรเจนออกไซด์จากการระเบิด ไปทำปฏิกิริยากับน้ำในอากาศ มันจะกลายเป็น กรดซัลฟิวริกและกรดไนตริก ที่มีค่าความเป็นกรดสูงมาก (pH ต่ำกว่า 5.6) 

อันตรายแค่ไหน 

1. ผิวหนัง: สัมผัสปุ๊บอาจเกิดอาการ “ผิวหนังไหม้จากสารเคมี” แสบร้อน เป็นผื่นคันได้ทันที 

2. ระบบทางเดินหายใจ: การสูดดมละอองฝนพิษนี้เข้าไป อาจทำให้ปอดอักเสบเฉียบพลัน ระคายเคืองลำคอ หรือหายใจไม่ออก โดยเฉพาะคนที่เป็นหอบหืดหรือโรคปอดต้องระวังเป็นพิเศษ 

3. สารก่อมะเร็ง: ในเขม่าดำมีสาร PAHs (Polycyclic Aromatic Hydrocarbons) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งหากสะสมในร่างกายระยะยาว 

4. ทำลายทรัพย์สิน: ความเป็นกรดของมันสามารถกัดกร่อนสิ่งปลูกสร้าง รถยนต์ และทำลายพืชผลทางการเกษตรให้เสียหายได้ในพริบตา 

วิธีเอาตัวรอดถ้าต้องเจอฝนดำ 

หลบในที่มิดชิด: ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท ห้ามเปิดเครื่องปรับอากาศเพราะอาจดูดควันพิษเข้าบ้าน 

อุปกรณ์ป้องกันต้องพร้อม: ถ้าจำเป็นต้องออกข้างนอก ต้องสวมชุดกันฝนที่มิดชิดและใส่หน้ากาก N95 เพื่อกรองอนุภาคจิ๋ว 

ถ้าโดนตัวให้รีบล้าง: หากผิวสัมผัสฝนดำ ให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดปริมาณมากทันที ห้ามขัดถู และควรทิ้งเสื้อผ้าที่เปื้อนใส่ถุงปิดมิดชิด 

งดใช้น้ำฝนเด็ดขาด: ห้ามนำน้ำฝนมาอาบ ดื่ม หรือแม้แต่รดน้ำต้นไม้ เพราะปนเปื้อนโลหะหนักและสารพิษรุนแรง 

แม้โอกาสที่ฝนดำจากอิหร่านจะพัดมาถึงไทยจะมีน้อยมากเนื่องจากระยะทางที่ไกล แต่เรื่องนี้คือบทเรียนสำคัญที่บอกเราว่า “สงคราม” ไม่ได้พรากแค่ชีวิตคน แต่มันยังทำลายสิ่งแวดล้อมและทิ้งพิษร้ายไว้ให้มนุษยชาติต้องรับกรรมไปอีกนาน 

ข้อมูลจาก: acap, middleeastmonitor