เขตชายแดนวิตก ! รีบซ้อมแผนหลบภัย หวั่นปะทะ ไทย-กัมพูชา
แมงปอ อีจัน
5 มิถุนายน 2568

ชาวบ้าน นักเรียนในพื้นที่ชายแดน จ.บุรีรัมย์ ซ้อมแผนอพยพเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ความรุนแรง หวั่นเกิดการปะทะระหว่างทหารไทย-กัมพูชา เผย ที่นี่เคยได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะ หวั่นไม่ปลอดภัย

จากกระแสข้อพิพาท ที่กำลังเป็นประเด็นระหว่างทหารไทย และทหารกัมพูชา ในเขตพื้นที่ทับซ้อนชายแดนช่องบก จ.อุบลราชธานีนั้น ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนค่อนข้างวิตกว่า จ่อจะเกิดการปะทะหรือไม่ ซึ่งล่าสุดวันนี้ (5 มิ.ย. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประชาชนในเขต อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ได้เตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ความรุนแรง หากเกิดการปะทะขึ้น
โดยโรงเรียน ในพื้นที่ชายแดนได้มีการทำแผนเผชิญเหตุ มาตรการความปลอดภัยของสถานศึกษา โดยนางสาวอรพรินทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียน ให้ข้อมูลว่า จากกระแสที่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ปกครองนักเรียน ค่อนข้างวิตกกังวลและเป็นห่วงความปลอดภัย จึงมีการให้นักเรียนได้ซักซ้อมการอพยพให้ และมีการซักซ้อมแผนมาเป็นระยะ



ตั้งแต่มีการปะทะกันระหว่างทหารไทยกับประเทศกัมพูชา เมื่อปี 2554 พร้อมประสานผู้ปกครองและผู้นำชุมชนในการรับมือเหตุ พร้อมทั้งมีการซ่อมแซมหลุมหลบภัยไว้แล้ว
นางสุภาพ รักษาการหัวหน้าศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก กล่าวว่า ตอนนี้ได้มีการเชื่อมโยงกันทางโซเชียลกับชุมชนถึงหัวหน้าส่วนราชการ รวมถึงผู้ปกครองเด็กให้ศึกษาเส้นทางการอพยพล่วงหน้า และยอมรับว่าวิตก สถานการณ์น่ากลัว และมองว่าอาวุธปัจจุบันทันสมัยมากขึ้น
ขณะนี้ทางแนวชายแดนดังกล่าว มีการวางแผนชัดเจนว่าแต่ละหมู่บ้านจะต้องวิ่งเส้นทางอพยพไปทางไหน เป้าหมายอยู่ที่ไหน เพื่อไม่ให้เกิดการสับสนหรือไปกระจุกรวมกันเกินไปเหมือนครั้งที่เคยเกิดเหตุปะทะขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2554

ด้านผู้ปกครองนักเรียน ยอมรับว่า มีความวิตกกังวล เพราะครั้งที่เคยปะทะกันมีลูกระเบิดมาตกอยู่ในหมู่บ้านถึง 21 ลูก หากเกิดความรุนแรงขึ้นจริง อาจส่งผลต่อความปลอดภัยของเด็กในโรงเรียน เพราะช่วงนี้เป็นช่วงเปิดเทอม


จากการลงพื้นที่ของผู้สื่อข่าว พบว่า ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดน ยังคงใช้ชีวิตตามปกติ และคอยติดตามสถานการณ์อยู่เรื่อยๆ
ในส่วนของกระแสความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้น เป็นเรื่องเขตพื้นที่ทับซ้อนช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี
ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างสามประเทศ คือ ไทย กัมพูชา และลาว อยู่ในเขตสามเหลี่ยมมรกต ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา มีภาพยืนยันว่า ทหารกัมพูชามีการลักลอบขุดคูเรด บริเวณพื้นที่ทับซ้อน ซึ่งถือเป็นการละเมิด MOU ปี 2543
ทั้งนี้ การซ้อมแผนอพยพต่างๆ ของชาวบ้าน เป็นเพียงการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์เท่านั้นค่ะ
ขณะเดียวกัน (4 มิ.ย. 68) นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง ออกหนังสือกําชับผู้ว่าราชการ 7 จังหวัด ได้แก่ ตราด จันทบุรี สระแก้ว อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ ถึงแนวทางการปฏิบัติงานในสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา หลังเกิดกรณีปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชา บริเวณชายแดนช่องบก อําเภอน้ํายืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการป้องกันและระมัดระวังเหตุลุกลาม
ในการนี้ กรมการปกครองมีภารกิจเกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคง ภายในประเทศ และการอาสารักษาดินแดน เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคง ปลอดภัย และให้เกิดความสงบสุข ในสังคมอย่างยั่งยืน จึงขอเน้นย้ําแนวทางปฏิบัติเพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้
1. ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด สั่งการให้ นายอําเภอ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ดําเนินการตามภารกิจการดูแลความมั่นคงภายใน ให้ความสําคัญสูงสุด กับการดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน โดยประเมินสถานการณ์ จํานวนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ชี้แจงแผนอพยพประชาชน กําหนดจุดรวมพล และจุดพักพิงในพื้นที่ปลอดภัย ตลอดจนการดูแลประชาชน ในจุดพักพิง ให้ทุกขั้นตอนปฏิบัติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมปรับปรุงแผนเผชิญเหตุ และกําหนดขั้นตอน การทํางานของเจ้าหน้าที่ เตรียมกําลังพลให้มีความพร้อมปฏิบัติการดูแลความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สิน ของประชาชน ตลอดจนสนับสนุนหน่วยทหารในการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่
2. ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ในฐานะผู้บังคับการกองอาสารักษาดินแดนจังหวัด สั่งการเจ้าหน้าที่ และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดน เตรียมความพร้อมกําลังพลเพื่อปฏิบัติงานในยามฉุกเฉิน ตรวจสอบพื้นที่ ล่อแหลม สนับสนุนการเฝ้าตรวจและจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน หากเกิดภาวะไม่ปกติ ให้ปฏิบัติตามแนวทางใน แผนรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนและพิทักษ์พื้นที่เขตหลัง ประกอบแผนสั่งใช้สมาชิก กองอาสารักษาดินแดน ปฏิบัติภารกิจประจําปี พ.ศ. 2568
3. ประชาสัมพันธ์ชี้แจงให้ประชาชนให้ทราบถึงสถานการณ์ และแจ้งข่าวสารทางราชการอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกและสามารถปฏิบัติตนได้เมื่อเกิดสถานการณ์
4. กรณีเกิดสถานการณ์ความไม่สงบอันส่งผลต่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ ให้จังหวัดรายงานสถานการณ์ให้กรมการปกครองทราบในวาระแรกโดยเร็วที่สุดจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
