โฆษกกลาโหม จี้ “เขมร” เลิกใช้โบราณสถาน เป็นโล่กำบังทหาร

บวรวัฒน์ อีจัน

บวรวัฒน์ อีจัน

15 ธันวาคม 2568

โฆษกกลาโหม จี้ “เขมร” เลิกใช้โบราณสถาน เป็นโล่กำบังทหาร

วันนี้ (15 ธ.ค. 68) เวลา 10.00 น. ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา นำโดย พลเรือตรี สุรสันต์ คงศิริ โฆษกกลาโหม และ มาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงอัปเดตสถานการณ์ปัจจุบัน

พลเรือตรี สุรสันต์ กล่าวย้ำจุดยืน 7 ข้อของฝ่ายไทย ในการปกป้องอธิปไตยภายใต้หลักมนุษยธรรม ดังนี้

  1. ไทยไม่ใช่ผู้เริ่มต้นเหตุความขัดแย้ง

2. ยึดหลักกติกาสากลในการปฏิบัติ

3. หลีกเลี่ยงการโจมตีที่กระทบพลเรือน

4. ปฏิบัติการเฉพาะจุดที่เป็นภัยคุกคาม

5. การอพยพประชาชน เป็นการตัดสินใจของฝ่ายกัมพูชา

6. ยึดมั่นในหลักมนุษยธรรมสูงสุด

7. พร้อมมุ่งสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

พลเรือตรี สุรสันต์ กล่าวว่า ในส่วนการปฏิบัติการไทยเพื่อความมั่นคงและมนุษยธรรม มีทั้งหมด 4 ข้อ ดังนี้

1. ประเทศไทยดำเนินการด้วยความยับยั้งชั่งใจและใช้อาวุธอย่างแม่นยำ โดยมุ่งลดภัยคุกคามทางทหารที่จำเป็น และหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนอย่างเคร่งครัด

2. ในขณะที่สถานการณ์การปะทะลดความรุนแรงลงอย่างมีนัยสำคัญ ประเทศไทยยังคงใช้ความระมัดระวังสูงสุดและยึดหลักความได้สัดส่วนตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

3. ความห่วงใยสูงสุดของประเทศไทยคือความปลอดภัย และความเดือดร้อนของประชาชนและพลเรือนทุกฝ่าย รวมถึงการเข้าถึงอาหาร การรักษาพยาบาล และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมขั้นพื้นฐาน

4. ประเทศไทยไม่ได้มุ่งทำลาย แต่ยึดมั่นในการลดความตึงเครียดเสถียรภาพ และการสร้างเงื่อนไขที่ให้หลักมนุษยธรรมอยู่เหนือความรุนแรง

ในส่วนประเด็นการอนุรักษ์โบราณสถานต่าง ๆ โดยเป้าหมายที่ไทยดำเนินการทีผ่านมา ได้กระทบกระทั่งไปยังโบราณสถานหรือไม่ และกัมพูชาได้ใช้โบราณสถานเป็นที่ตั้งอาวุธปืนต่าง ๆ ผิดหลักการละเมิดหลักสากลอย่างไรบ้าง นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า กรณีปราสาทตาควาย ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะชายแนวชายแดน : เป็นที่ตระหนักกันดีว่า ไม่ควรมีโบราณสถานแห่งใดในโลก ได้รับความเสียจากสงคราม เหตุนี้ประชาคมโลกหรือนานาชาติ จึงได้มีกติการ่วมกัน ในการที่จะไม่ใช้โบราณสถานเป็นฐานที่มั่นหรือกองกำลังทางทหาร หรือปฏิบัติการใด ๆ ในการสงคราม ปราสาทตาควาย เป็นที่ทราบดีว่า กองกำลังทหารกัมพูชา ได้ใช้เป็นที่มั่น ซึ่งถือเป็นการละเลยกติกาที่เป็นที่ยอมรับเป็นสากล ไม่ว่าจะสนธิสัญญาใด ๆ

ด้านความเสียหาย นายพนมบุตร กล่าวว่า หากกรมศิลปากร ได้มีโอกาสซ่อมแซมหรือบูรณะความเสียหายที่เกิดขึ้นกับปราสาทต่าง ๆ ที่เป็นของไทย เราสามารถบูรณะกลับคืนมาได้อย่างแน่นอนที่สุด โดยวิธีการซ่อมคือ รื้อหรือนำลงมา และนำกลับไปเรียงใหม่ ยืนยันไม่เกินความสามารถของกรมศิลปากรแน่นอน แต่จะมีอำนาจบูรณะโบราณสถาน ที่อยู่ในอาณาเขตประเทศไทยเท่านั้น

นางมาระตี กล่าวว่า ประเด็นภารกิจการชี้แจงสถานการณ์ต่อประชาคมระหว่างประเทศ มีทั้งหมด 2 ประเด็นดังนี้

ประเด็นแรก คือการปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่โบราณสถาน ที่ฝ่ายกัมพูชาได้กล่าวหาว่าไทยปฏิบัติการทางทหารโจมตีพื้นที่โบราณสถาน โดยฝ่ายไทยยืนยันว่า มีหลักฐานชัดเจนที่กองทัพกัมพูชา ไปฝ่ายใช้ปราสาทต่าง ๆ ตามแนวชายแดนที่ฐานปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งฝ่ายไทยมีทางเลือกเดียว ที่จะต้องใช้สิทธิปกป้องตนเอง ดังนั้น การกระทำของกัมพูชานี้ เป็นการละเมิดสัญญากรุงเฮก และอนุสัญญามรดกโลก

ขณะที่ UNESCO องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ได้เรียกร้องให้ทั้ง 2 ฝ่าย ร่วมกดกันปกป้องทรัพย์สินทางวัฒนะรรมบริเวณชายแดน ซึ่งยังพบว่า ฝ่ายกัมพูชา ได้ตั้งใจบิดเบือนข้อมูลตรงนี้และข้อกล่าวหาข้างต้น ทั้งนี้ ฝ่ายไทยได้เรียกร้องกัมพูชา ให้ยุติการใช้พื้นที่โบราณสถานเพื่อวัตถุประสงค์ทางทหาร และหยุดบิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นนี้

ประเด็นที่สอง สืบเนื่องจากประกาศ กระทรวงมหาดไทยของกัมพูชา ที่ระงับการเดินทางของคนไทยและต่างชาติผ่านทางบก (ทางด่าน) ตลอดแนวชายแดน ต่อมาทราบว่า ประธานสภาฯ ได้ชี้แจงเพิ่มเติม นั้น โดยฝ่ายไทยยืนยันชัดเจนว่า มีความปลอดภัย ผ่านด่านได้ทั้งไทยและชาวต่างชาติ

พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ปัจจุบันเราพบว่า ทหารกัมพูชา มีการโจมตีเข้าพื้นที่พลเรือนต่อเนื่อง เป็นเหตุให้ 2 วันที่ผ่านมา ประชาชนไทยได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต กระทั่ง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ประกาศแจ้งหากไม่มีความจำเป็น ห้ามประชาชนเข้าพื้นที่เด็ดขาด โดยขณะนี้ ยังไม่มีแนวโน้มที่กัมพูชา จะหยุดใช้วิธีดังกล่าว

ส่วนภาพรวมปฏิบัติการทางทหาร ทั้งส่วนพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 และ 2 : พื้นที่ที่มีการควบคุมได้แล้ว ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งฝ่ายกัมพูชา ได้พยายามโจมตีเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าวอย่างหนักหน่วง ไม่ว่าจะเป็นอาวุธ BM-21 หรือโดรนพลีชีพ และรวมถึงพื้นที่ที่ไทยพยายามจะสถาปนา ที่เราถูกยึดและจะยึดคืนมาให้ได้ ถูกโจมตีอย่างหนักเช่นเดียวกัน

ส่วนการประมาณสูญเสียของกองทัพกัมพูชา ห้วงวันที่ 7-14 ธ.ค. 68 ดังนี้

ฐานที่มั่น/ที่ตั้งทางทหาร 82 แห่ง / BM-21 1 ระบบ / รถถัง 12 คัน / ยานรบ-ยานเกราะ 10 คัน / ปตอ. 4 ระบบ / ปืนใหญ่ – ปืน ค. 7 กระบอก / Anti Drone 5 จุด / Drone 175 ลำ / เสาสื่อสาร 5 จุด และทหารกัมพูชา 505 ราย

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า จากกรณีที่ สำนักงานตำรวจภูธรพลกรัง จ.นครราชสีมา แจ้งเตือนว่า จากสถานการณ์การปะทะไทย-กัมพูชา ขอให้ช่วยตรวจสอบว่าในพื้นที่มีชาวต่างชาติไปพักอาศัยอยู่หรือไม่ เนื่องจากมีรายงานข่าวว่ามีทหารรับจ้าง อาจเข้ามาก่อเหตุในพื้นที่ ตรวจสอบพบว่า หน่วยความมั่นคง ได้รับรายงานข่าวกรองเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวจริง และอยู่ระหว่างตรวจสอบ แต่มีความจำเป็นต้องแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ เพื่อป้องกันเหตุ