เปิดใจคู่รักหัวสมัยใหม่ อั๋น-ภูวนาท และ จ๋า-ทิฟฟานี ครอบครัวเสรี
Pongpang อีจัน
28 เมษายน 2566

อีจัน ไลฟ์ทอล์ค อั๋น-ภูวนาถ และ จ๋า-ทิฟฟานี : ครอบครัวเสรี ถ้าเด็กถาม คุณต้องตอบ
เรารู้จักคุณอั๋น – ภูวนาท คุณผลิน ตั้งแต่บทบาทนักร้อง พิธีกร ดีเจ และนักวิพากษ์ฝีปากคม ส่วนคุณจ๋า – อลิสา พันธุ์ศักดิ์ คือเจ้าของทิฟฟานีโชว์ที่สร้างความรุ่งเรืองให้การท่องเที่ยวพัทยามานับสิบ ๆ ปี
ครอบครัวคุณอั๋นยังมีกิจการเรือสำราญเจ้าพระยาครูซ ซุปไก่ดำตุ๋นยาจีนโฮมเมดสูตรคุณหญิงย่า และคุณจ๋ามีร้านขนมสุดอร่อยชื่อ La Bagette และร้านอาหาร La Femme ที่พัทยา

การแต่งงานของคนเก่งคนดังคู่นี้ คือการบวกกันของผู้ใหญ่ช่างคิดมีเหตุผลและมีความทันสมัย
“สิบกว่าปีแล้ว ลูกจะห้าขวบแล้ว บวกกับที่รู้จักกันก็ 12-13 ปี จ๋าเหมือนเดิมนะ ไม่เคยทะเลาะกัน”
คุณจ๋าสรุปชีวิตคู่อย่างสั้น ๆ คุณอั๋นเสริมว่า “พี่รู้สึกเหมือนเพิ่งแต่งงาน มันไม่ใช่เข้าใกล้กันแล้วไฟช็อตนะ แต่ความรู้สึกมันไม่เคยหมดเรื่องคุย”
“เราเป็นผู้ใหญ่มาตั้งแต่ต้นนะ เป็นการเสียสละของตัวเรา ว่าแต่งงานแล้วมีภาระผูกพัน ต้องรับผิดชอบให้ได้ เมื่อก่อนเราขี้เกียจย้ายจากพัทยา ชินกับการอยู่กับลูกน้อง ทำงานที่โน่น เขาบอกระยะทางไม่มีความหมาย ”
“มันไม่ใช่อุปสรรคที่จะทำให้ไม่แต่งงานกันไง เราก็เถียงกันแต่ไม่เคยทะเลาะ เถียงกันครั้งใหญ่คือ ก่อนแต่งงาน พี่เป็นคนชัดเจนมาก ทำไม่ทำ แต่งไม่แต่ง เลิกไม่เลิก ง่ายมาก”
คุณจ๋าหัวเราะกับการถกเถียงก่อนแต่ง พร้อมกับบอกว่าคุณอั๋นนั้น “ดุมาก”
แต่พอมาอยู่ในบทบาทพ่อแม่แล้ว ไม่มีใครกล้าดุมากกว่าแม่
“เรามีความไม่เหมือนกันไง แต่อธิบายกันนะ เช่น ฉันกำลังห้าม เธออย่าตามใจ เพราะน้องพอลเขาฉลาดมาก แม่จ๋าไม่ให้กินขนม เขาจะเดินเลี่ยงมาทำเฉย ๆ แล้วถาม แดดดี้ กินได้มั้ย เราก็ให้สิ จ๋าก็บอกทำงี้ได้ไง อ้าว เราไม่รู้นี่ ตอนหลังง่ายละ คือบอกให้ลูกไปถามแม่ จบ” การเลี้ยงลูกจึงง่ายดายฉะนี้เอง
“พี่สองคนเป็นคนกลางเก่ากลางใหม่ทั้งคู่นะ Gen เราเป็น Gen ที่ได้เห็นทุกอย่าง เราเจอพ่อแม่ปู่ย่าอากง อยู่มาตั้งแต่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต ทีวีขาวดำที่เวลาเปลี่ยนช่องยังใช้วิธีบิด จนมาถึงวันที่ซีรีส์วายกลายเป็นเรื่องปกติ ผ่านมาเยอะ ในความงง เราก็เรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน”
ความเป็นคนดังในยุคโซเชียลมีเดีย มีเรื่องให้ทำและคิดมากกว่าคนยุคก่อน แม้เป็นเรื่องในครอบครัว ก็ไม่พ้นจะต้องคิดถึงสื่อ
“พี่เคยให้กระเป๋าหลุยส์ วิตตองจ๋าเขาใบนึง ก็ เออ ไลฟ์ดีกว่านะ เขาก็ ไม่เอา ไม่เอา เดี๋ยวคนหาว่าอวด แต่ในมุมของพี่ ถ้าเป็นโมเมนต์ความสุข เรารู้เจตนาของเรา เราไม่ต้องกลัวอะไรเลย พี่ตอบตัวเองได้ว่าทำไมพี่ถึงพูด ทำไมพี่ถึงโพสต์ ”
การอยู่หน้ากล้อง หลังไมค์ ซึ่งหมายถึงอยู่ในฐานะสื่อ คุณอั๋นทั้งเป็นฝ่ายพูดและฝ่ายรับฟัง ทุกวัน
“พี่ว่าพี่ใหม่ พี่เปิดรับความต่าง แต่ต้องไม่ใช่การเอาชนะคะคาน มันมีบางคนที่เข้ามาคุย ผมก็จะยินดี ถ้าผิดก็จะ เฮ้ย จริงด้วย ”
“บางทีไม่นอนนะ” คุณจ๋าอดไม่ได้ที่จะค่อนสามี “ ไม่รู้ใครต้องการเอาชนะ ”
“มันอยู่ระหว่างการคุยไง พี่ถามเขาตอบ พี่ถามเขาตอบ แต่ถ้าพี่นอนพี่ก็จะบอกไง ว่าพี่ต้องนอนก่อน การคุยกับคนคิดต่างแต่มีตรรกะเป็นเรื่องดีนะ หลายเรื่องถูกผิดวัดไม่ได้ อยู่ที่มุมใคร
หรือเวลาเด็ก ๆ น้อง ๆ เยาวชนที่ออกมาเคลื่อนไหวใด ๆ ก็ตาม พี่ชอบฟังมากเลยนะ เพราะเราเกิดมาในยุคที่ถูกครอบ อำนาจนิยมครอบ อย่างพออาจารย์บอกว่าให้ถาม เรายกมือถาม อาจารย์จะบอกชั้นสอนไปแล้วทำไมไม่ฟัง เอ๊ ทำไมต้องด่าก่อนตอบ พี่ว่าเด็กรุ่นนี้เกิดมากล้าถาม ซึ่งพี่ชอบ สำคัญคือเมื่อเด็กถาม คุณต้องตอบ ถ้าคุณตอบไม่ได้ ปัญหาอยู่ที่คุณนะ ไม่ใช่ที่เด็ก”
“อย่างกับลูกนี่พี่อั๋นตอบทุกคำถามเลยนะ ตอบสุด มันทำให้น้องพอลเขาคิด เช่นบางทีเราบอกเขาว่าคนนี้รวยนะลูก น้องพอลเขาก็จะบอกว่าแต่รวยก็ไม่ได้แปลว่าเป็นคนดีใช่มั้ยแม่ เออ อันนี้เขาคิดได้เอง”
“สี่ขวบเขาจะมีคำถาม มันปราศจากอคติ เราไม่มีสิทธิ์โกรธเลยนะ เขาแค่อินโนเซนส์ ซึ่งบางทีมันเป็นชุดคำถามเดียวกับที่เด็ก ๆ ข้างนอกเขาถามกันเลยนะ แต่ประเทศนี้หลาย ๆ เรื่อง ถามแล้วผิด อ้าว มีด้วยเหรอวะ แค่อยากเข้าใจ ทำไมผิดล่ะ มีหลายเรื่องมากที่ห้ามพูด”

ฟังคุณอั๋นบ่นแทนเด็ก ๆ ยุคใหม่แล้วนาตาเลียก็หันไปถามคุณจ๋า ถึงยุคสมัยของสาว ๆ ทิฟฟานี
“สมัยก่อน เลือกไม่ได้ก็มาเป็นนางโชว์ การศึกษาก็ไม่มี เดี๋ยวนี้เด็กส่วนใหญ่ที่มาเป็นนางโชวง์ก็ปริญญาตรี จบการแสดงกันเยอะแยะ พ่อแม่ก็ตามใจ สมัยก่อนหนีพ่อหนีแม่มา แต่ส่งเงินให้พ่อแม่หมด พ่อแม่ก็ยอมรับ”
“เดี๋ยวก่อนนะ พี่อั๋นจะบอกให้ สมัยก่อนพ่อแม่ไม่ยอมรับเพราะเขามีเหตุผลว่าเขาอยากจะเปลี่ยนลูก เพราะเขาคิดว่าถ้าเขาไม่เปลี่ยนลูก ลูกจะอยู่รอดไม่ได้ จะไม่ได้รับโอกาส สุดท้ายก็จะตายไป พอในยุคปัจจุบันสังคมเปิดกว้าง เขาเห็นแล้วว่าสังคมยอมรับ ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้ พ่อแม่จึงยอมรับ พี่ว่าต่อให้มีการผลักดันไปสู่สมรสเท่าเทียม ไม่ได้แปลว่าเขาจะจดทะเบียนสมรส แต่มันเป็นการบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยอมรับได้”
“จ๋าได้ยินมาเยอะ จ๋าไม่ได้ว่าคนรุ่นเก่าไม่ดีนะ แต่ว่ามันต้องเอาความคิดคนรุ่นใหม่ใส่เข้าไป เขากลัวว่าลูกถูกหลอก”
งั้นถ้าวันหนึ่งน้องพอลน้องพีทเดินมาบอก แม่ หนูอยากโชว์บนเวที
“จ๋าให้หมด ทำได้หมดเลย เราเคยคุยกันนะ แล้วสังเกตตลอด”
“ใช่ อย่างเวลาเขามาเล่นมือถือพี่ เขาหยุดที่อะไรนาน พี่ดูหมด ในเรื่องนั้นเขาจะเป็นอะไรก็ได้ แต่หนูต้องรู้ว่า ผลที่ตามมาคืออะไร จ๋าว่าไม่ต้องห่วง พี่อั๋นว่าห่วงว่าจะอยู่ในสังคมอย่างไรมากกว่า เป็นอันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นสำคัญของชีวิต”

“ค่านิยมเห่อรวยยังน่ากลัวกว่าการเป็น LGBTQ อีก หรือการหลงไปในสังคมที่ต้องโชว์ทุกอย่างในโซเชียล นั่นมันผิด ในการดำรงชีวิตเราจะเป็นอะไรก็ตาให้เราเข้าใจตัวเอง พี่อั๋นว่าโลกในโซเชียลมีเดียทำให้เรามีตัวตน แต่บางคนไม่รู้จะนำเสนออะไรก็เลยเสนอเปลือก ซึ่งไม่ผิดนะ ถ้าคุณเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ แบบนี้ไม่ผิด แต่ต้องไม่เสนออะไรปลอม ถ้าคุณเสนอว่ารวยต้องเสนอมิติอื่นด้วย ไม่ใช่ถ่ายรูปโชว์แหวนโชว์นาฬิกาไปเรื่อย พี่ได้ของที่ภูมิใจก็อยากให้โลกเห็น การอยากให้คนอื่นภูมิใจด้วยเป็นเรื่องดี แต่สุดท้ายคนที่อธิบายไม่ได้ว่าทำไมรวย รวยผิดปกติทั้งนั้น แต่ถ้าวันนึงพี่ลุกขึ้นซื้อโรลส์รอยส์ก็เป็นเรื่องของพี่นะ ”
ฟังจากน้ำเสียง ประโยคท้ายเหมือนพร้อมบวก แต่คุณจ๋าว่าสามีลดความแรงลงมากแล้ว
“เมื่อก่อนเราอยากพูดอะไรก็พูด มันต้องสุด แต่จ๋าเขาจะเป็นคนขัดเกลา ปัจจุบันบางเรื่องเราควรถามตัวเองว่า พูดให้ได้อะไร”
ได้มุมคิดสวยงามตามประสาพี่น้องครอบครัวแล้ว นาตาเลียเห็นเป็นช่วงใกล้เลือกตั้ง จึงขอปิดด้วยคำถามสุดท้าย
“อยากฝากถึงรัฐบาลเหรอ พี่ว่าคำถามเดียวคือ ทุกอย่างเป็นไปด้วยความซื่อสัตย์สุจริตหรือเปล่า ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลผมยอมรับ แต่ขออย่างเดียวว่าอย่ามีการแทรกแซงระบบ ให้ระบบมันตัดสินตัวเอง เราไม่สามารถเหมาว่าหนึ่งเสียงของใครฉลาดกว่าใคร การรัฐประหารต้องไม่เกิดขึ้น ไม่ว่าใครเข้ามาเป็นรัฐบาล ต้องแก้รัฐธรรมนูญ เราต้องยอมรับว่ากติกาไม่ดี ชัด ๆ คือปลดล็อก สว. ให้ได้ สว.ดีก็มี แต่มันต้องยึดโยงกับประชาชน คุณต้องยอมรับว่าไม่ใช่อยู่ดี ๆ มีคนไปออกสตาร์ทกลางทาง
การซื้อเสียงมันจะค่อย ๆ หายไป เพราะคนจะเห็นเองว่า หมู่บ้านข้าง ๆ ฉันเจริญกว่า ฉันมาเพราะฉันมัวแต่รับเงินห้าร้อยพันนึง แต่ถนนบ้านตรงโน้นสิ หนึ่งพันบาทนั้นเขาไม่สามารถซื้อถนนได้ ใครมาพี่โอเคหมดเลย”
“จ๋ามองว่า ทุกคนต้องจริงใจกับประเทศก่อน ที่ผ่านมาเราพูดบิดเบือนไม่ได้มองเป้าหมายเลย วันนี้เราเห็นเลยว่าพอเปิดประเทศนี่ เราโบราณมาก ไม่มีการบริหารจัดการสนามบิน สถานีขนส่งที่ดีไง คนอื่นเขาปรับตัวเองทุกปีไง ไม่ใช่ทุกยี่สิบปี คนที่จะมาทำงานต้องเปลี่ยนวิธีคิด รออีกสี่ปีไม่ได้ เราต้องเปลี่ยนวันนี้”
“บางเรื่องต้องให้เวลา อั๋นไม่คิดว่าทุกอย่างจะเปลี่ยนในสี่ปีไม่ว่าใครจะมาก็ตาม”
“แต่ถ้าเขาตั้งเป้าดีทำดี เราก็ให้เขาทำต่อไง ประชาชนต้องเข้าใจว่าต้องร่วมมือกับรัฐบาล”
หลายรสกับคู่รักคนดังก็ชวนเราคิดอะไรได้มากมายค่ะ
อย่าลืมเตรียมตัวไปเลือกตั้งค่ะ