กินคลีนให้ถูกวิธี! หมอเจด ชี้ มันเทศ-ฟักทอง กินผิดเสี่ยงไขมันพอกตับ 

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

18 สิงหาคม 2568

กินคลีนให้ถูกวิธี! หมอเจด ชี้ มันเทศ-ฟักทอง กินผิดเสี่ยงไขมันพอกตับ 

ไม่ใช่แค่บุหรี่ กาแฟ น้ำอัดลม แต่อาหารเฮลท์ตี้ อย่าง มันเทศ -ฟักทอง ก็ทำให้ตับพังได้ ถ้ากินไม่ถูกวิธี หนักสุดถึงขั้นป่วยมะเร็ง

วันนี้ (18 ส.ค.68) นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ได้ออกมาโพสต์เตือนเกี่ยวกับการกินมันเทศ-ฟักทอง ผ่านเพจเฟซบุ๊ก หมอเจด ระบุว่า…

“มันเทศ -ฟักทอง ดูเฮลท์ตี้ แต่กินแล้วเป็นไขมันพอกตับ?

1. หลายคนคงเคยเห็นข่าว ผู้หญิงวัยเกือบ 60 ปี ที่ใส่ใจสุขภาพสุด ๆ ไม่อ้วน ไม่กินของมัน ไม่แตะของหวาน ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ กินแต่มันเทศนึ่งกับฟักทองนึ่ง เป็นหลักแทบทุกมื้อ เช้า กลางวัน เย็น เรียกว่า “สายคลีนตัวจริง” แต่ผลตรวจสุขภาพกลับออกมาว่าเธอเป็น ไขมันพอกตับระดับปานกลาง

ฟังแล้วหลายคนถึงกับอึ้ง คนก็ทักมาถามนะ

 “จริงเหรอ กินมันเทศ ฟักทองเยอะ ๆ ทำให้เป็นไขมันพอกตับได้?” เดี๋ยวเล่าให้ฟังนะ

2. ไขมันพอกตับไม่ใช่เรื่องของ “คนอ้วน” อย่างเดียว

เวลาได้ยินคำว่า ไขมันพอกตับ (Fatty Liver) หลายคนจะนึกถึงคนอ้วน ชอบกินหมูกรอบ ชานมไข่มุก หรืออาหารมัน ๆ หวาน ๆ แต่จริง ๆ แล้ว คนผอมก็เป็นได้ โดยเฉพาะถ้ากินอาหารบางอย่างในปริมาณมากเกินไป หรือซ้ำเดิมจนขาดสมดุล

ภาวะไขมันพอกตับ คือการที่มีไขมัน สะสมในเซลล์ตับเกินกว่า 5% ของน้ำหนักตับ

  • ถ้ามีเล็กน้อย ตับยังทำงานได้ตามปกติ
  • ถ้ามากขึ้น → ตับอักเสบเรื้อรัง
  • ระยะยาว → ตับแข็ง → เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับ

สิ่งที่ทำให้คนเข้าใจผิดคือ “คิดว่าไม่อ้วนก็ปลอดภัย” แต่จริง ๆ กลไกที่ทำให้ไขมันไปสะสมในตับ ไม่ได้เกี่ยวกับรูปร่างอย่างเดียว มันเกี่ยวกับ การเผาผลาญน้ำตาลและแป้ง ของร่างกายด้วย

3. ทำไมมันเทศกับฟักทอง ถึงพาไปถึงไขมันพอกตับได้?

นี่แหละครับ ประเด็นที่หลายคนงงหนัก เพราะเวลาเรานึกถึงมันเทศหรือฟักทอง เราจะคิดถึงภาพ อาหารสุขภาพ

  • ไม่ทอด
  • ไม่มัน
  • ไม่หวานจัด
  • มีไฟเบอร์
  • วิตามินก็สูง
  •  

แต่ปัญหาคือ ทั้งสองอย่างนี้จัดว่าเป็นแป้งที่มี “ดัชนีน้ำตาล (GI)” ค่อนข้างสูง

  • มันเทศ GI อยู่ราว ๆ 60–80 (แล้วแต่พันธุ์และวิธีทำ)
  • ฟักทอง GI ราว ๆ 65–75
  •  

เวลากินเข้าไป ร่างกายจะย่อยแป้งเหล่านี้เป็น กลูโคส ค่อนข้างเร็ว ทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูง

พอน้ำตาลขึ้น → ตับอ่อนหลั่งอินซูลิน → อินซูลินสั่งให้เซลล์เก็บพลังงานส่วนเกินไว้ → ถ้าใช้ไม่หมด ตับก็จะเปลี่ยนน้ำตาลเหล่านี้เป็น ไขมัน แล้วสะสมไว้ในตับ

4. จุดพลาดที่เธอไม่รู้ตัว

กรณีของผู้หญิงวัย 60 คนนี้ จริง ๆ แล้วไม่ได้ผิดที่เลือกอาหารเฮลท์ตี้หรอกครับ แต่พลาดตรง

1. กินซ้ำเกินไป → อาหาร 2–3 อย่างแทนทุกมื้อ ไม่มีความหลากหลาย ร่างกายเลยได้สารอาหารไม่ครบ และตับต้องรับแป้งแบบเดิม ๆ ซ้ำ ๆ

2. ไม่บาลานซ์โปรตีน–ผัก → มันเทศกับฟักทองเป็นแป้ง แต่ไม่ได้เสริมโปรตีน (เช่น ปลา ไข่ เต้าหู้) หรือผักใบเขียวที่จะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล

3. อายุและการเผาผลาญ → พออายุใกล้ 60 ระบบเผาผลาญช้าลง ฮอร์โมนเปลี่ยน อินซูลินก็อาจดื้อขึ้น ตับเลยเก็บไขมันง่ายกว่าเดิม

4. เข้าใจผิดเรื่องสุขภาพ → คิดว่า “ไม่อ้วน ไม่กินมัน ไม่กินหวานจัด” = รอดโรค แต่จริง ๆ อาหารแป้งที่กินมากไปก็ทำให้พังได้เหมือนกัน

จะว่าไปก็เหมือนการ ตั้งใจเกินไปจนกลายเป็นสุดโต่ง นั่นแหละครับ → แทนที่จะได้ประโยชน์เต็ม ๆ กลายเป็นเสียสมดุลโดยไม่รู้ตัว

5. สุดท้ายแล้ว เราควรกินยังไงให้ปลอดภัย?

ข่าวนี้ไม่ได้แปลว่า “ห้ามกินมันเทศกับฟักทอง” นะครับ เพราะจริง ๆ แล้วทั้งคู่มีประโยชน์มาก มีไฟเบอร์สูง วิตามินเพียบ เป็นคาร์บที่ดีกว่าขนมปังขาวหรือข้าวขาวด้วยซ้ำ

แต่กุญแจสำคัญคือ ความพอดีและความหลากหลาย

  • กินให้หลากหลาย อย่าเอาอาหาร 1–2 อย่างมาทดแทนทุกมื้อ
  • เพิ่มโปรตีน เช่น ปลา ไข่ เต้าหู้ ถั่ว จะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล
  • เสริมผักใบเขียว เพื่อไฟเบอร์และสารต้านอนุมูลอิสระ
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะได้ใช้พลังงานจากแป้ง ไม่ให้ตับเก็บเป็นไขมัน
  • ตรวจสุขภาพประจำปี โดยเฉพาะอัลตราซาวนด์ตับและตรวจค่าเอนไซม์ตับ

สุดท้ายนี้การดูแลสุขภาพไม่ได้แปลว่าต้องกินเคร่งครัดสุดโต่ง แต่คือการทำให้ สมดุลและยืดหยุ่น จะกินมันเทศ ฟักทองก็ได้ แต่ไม่ใช่ทั้งสามมื้อทุกวัน

เพราะสุขภาพที่ดีไม่ใช่การ “ทำดีที่สุดแบบสุดโต่ง” แต่คือการ “ทำได้เรื่อย ๆ แบบสมดุล” ครับ”

คุมอาหาร ดูแลสุขภาพเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ เลยค่ะ แต่ก็ควรใช้วิธีที่ถูกต้องกันด้วยนะคะ อะไรที่มากเกินไป จากประโยชน์อาจกลายเป็นโทษได้เหมือนกัน