เปิดเส้นทางการแสวงหาสัจธรรมในชีวิตสมณเพศของ พระอาจารย์ประเสริฐ จนเข้าถึงธรรมในอภิธรรม

ยาหยี อีจัน

ยาหยี อีจัน

19 สิงหาคม 2567

เปิดเส้นทางการแสวงหาสัจธรรมในชีวิตสมณเพศของ พระอาจารย์ประเสริฐ จนเข้าถึงธรรมในอภิธรรม

เส้นทางของการแสวงหาสัจธรรมในชีวิตสมณเพศของพระอาจารย์ประเสริฐ ฐานงฺกโร ในการแสวงหาธรรมอันยิ่งในพระพุทธศาสนากับการเข้าถึงธรรมในอภิธรรม ซึ่งเป็นธรรมอันลึกซึ้ง เป็นบรมธรรม แต่สามารถเข้าถึงธรรมนี้ได้จากการปฏิบัติ ว่าโดยสภาวะของอภิธรรม เป็นธรรมอันยิ่งเป็นปรมัตถธรรม เป็นบรมธรรมอันสูงสุด สามารถเห็นแจ้งได้จากการปฏิบัติไม่ใช่จากการคิด

พระอาจารย์ประเสริฐ ฐานงฺกโร มีชื่อเดิมว่า ประเสริฐ ไชยสุวรรณ เกิดเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ.2513 ที่ตำบลสูงเนิน อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ ท่านเป็นบุตรคนที่ 7 ในจำนวนพี่น้อง 8 คน ในปี พ.ศ.2533 เมื่อท่านอายุครบ 20 ปี ก็ได้อุปสมบทที่วัดบ้านด่าน โดยมีอดีตพระครูภัทรกิจวิธาน เป็นพระอุปัชฌาย์

ต่อมาในปี พ.ศ.2536 พระอาจารย์ประเสริฐ เริ่มคิดทบทวนชีวิตในสมณเพศ กับกิจวัตรในแต่ละวันว่า

ท่านบวชเพื่ออะไร

หลังจากเสร็จกิจรับนิมนต์เพื่อสวดในแต่ละวัน สวดเสร็จญาติโยมถวายซอง แล้วท่านก็กลับวัด

“เราได้อะไร คนฟังได้อะไร มันไม่ใช่เป้าหมายของการบวช ถ้ายังเป็นอยู่อย่างนี้ คงอยู่ไม่ได้นาน”

เป็นจังหวะเดียวกับมีเพื่อนพระธุดงค์มาชวนออกธุดงค์ ใจท่านอยากไปมาก แต่ก็ไม่กล้าไป

เพราะเกรงใจท่านพระครูโสภณปุญญาภิวัฒน์ ผู้เป็นเจ้าอาวาส ว่าท่านจะไม่มีคนช่วยงาน แต่อีกใจหนึ่งก็อยากไป ทำให้ท่านคิดซ้ำแล้วซ้ำอีก

คืนนั้นทั้งคืน “ไปดีไม่ไปดี” ถาม-ตอบ ถาม-ตอบ อยู่อย่างนั้น ไม่ได้หลับไม่ได้นอน

จนรุ่งขึ้น ท่านตัดสินใจเก็บสัมภาระที่จำเป็นสำหรับการธุดงค์ติดตัว และตอบคำถามในใจตัวเองว่า เราออกธุดงค์ครั้งนี้ไม่ได้ไปเพื่อการท่องเที่ยว แต่หากอยู่ต่อไปก็คงจะไม่ได้อะไรจากสิ่งที่ต้องการแสวงหาในเพศบรรพชิต

จากนั้นท่านก็เข้าไปขออนุญาตท่านพระครูโสภณปุญญาภิวัฒน์ ว่าจะขอไปเที่ยว แต่ไม่ได้เรียนท่านว่าจะไปกี่วัน หลังจากออกธุดงค์นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ท่านก็ไม่เคยกลับไปจำพรรษาที่วัดบ้านด่านอีกเลย

สาเหตุที่ท่านอยากออกธุดงค์มาก

เพราะท่านอยากทราบว่าพระธุดงค์เป็นอย่างไร ทำไมคนจึงศรัทธาพระธุดงค์

และสิ่งที่สำคัญที่ท่านอยากทราบจริงๆ คือ เดินธุดงค์เพื่อแสวงหาอะไร ช่วงเริ่มออกธุดงค์ ท่านฉันมังสวิรัติ หากบางครั้งเลือกไม่ได้ท่านก็ใช้วิธีเจเขี่ย แค่มีข้าวฉันท่านก็อยู่ได้ เดินธุดงค์ได้

ตอนนั้นในใจท่านคิดแต่เพียงว่า ท่านเป็นลูกพระพุทธเจ้า ตายที่ไหนก็ได้! ท่านเป็นพระออกธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพร ไม่ห่วงทางบ้าน และไม่คิดว่าญาติพี่น้องจะเป็นห่วง ท่านรู้แต่เพียงว่าท่านเจริญรอยตามพระพุทธเจ้า

ตอนนั้นท่านไม่กลัวอะไร มุ่งอย่างเดียว ที่ไหนที่ชาวบ้านบอกว่าอันตราย ท่านก็เข้าไปธุดงค์ทางนั้น เหมือนเป็นความท้าทาย แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องอยู่กับความหวาดระแวงภัยต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้

อานิสงค์ที่ประจักษ์ชัดของการออกธุดงค์ก็คือ การได้ตบะบารมี

ป่าแต่ละแห่งนั้นมีอาถรรพ์แตกต่างกันไป การธุดงค์ในป่าทำให้ผู้เดินธุดงค์มีความสำรวมกายวาจาในการอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับสิ่งที่มองไม่เห็น ผู้เดินธุดงค์ต้องมีความเคารพในธรรมชาติของป่า รวมทั้งให้เกียรติและไม่ล่วงเกินรุกขเทวดา ซึ่งจะส่งผลให้การเดินธุดงค์เป็นไปด้วยความราบรื่น ไม่หลงป่า และรอดพ้นจากความอาถรรพ์ของป่า

ตลอด 2 ปี ของการเดินธุดงค์ในป่าดงดิบทั่วทิศเหนือ อีสาน ตะวันออก และประเทศเพื่อนบ้าน เป็นชีวิตที่เรียบง่ายและอิสระ ช่วงธุดงค์ในป่านั้น บางครั้งท่านก็เก็บเศษผ้ามาย้อมใหม่ ห่มเป็นจีวร ไม่มีปัจจัยติดตัว เมื่อมีคนนำปัจจัยมาถวาย ท่านก็นำไปทำบุญต่อ มีอาหารวันละมื้อก็อยู่ได้ แม้จะทำทุกสิ่งที่เป็นกิจอันควรของพระธุดงค์ในการออกธุดงค์

ท่านก็ยังรู้สึกว่ามันยังไม่ใช่คำตอบในสิ่งที่ท่านแสวงหา

เมื่อออกจากธุดงค์ในป่าทางจันทบุรีแล้ว มีเหตุการณ์มหัศจรรย์เกิดขึ้นเป็นเรื่องแปลกที่แปลกมาก คือท่านมีอาการเหมือนกับคนหลงทิศ ไม่ใช่หลงทางทิศตะวันออกตะวันตกสลับกันหมดเลย แล้วก็จำไม่ได้ว่าทิศไหนเป็นทิศเหนือทิศใต้ เห็นดวงอาทิตย์อยู่ฝั่งนี้แต่ก็ไม่เชื่อว่าฝั่งนี้คือทิศตะวันออก แม้จะเป็นป่าที่เคยอยู่และมีความคุ้นเคย ในขณะเดียวกันท่านก็เริ่มมีความคิดอยากจะลงใต้ ทั้งๆ ที่ทางใต้เป็นอย่างไรไม่เคยรู้จัก แต่รู้สึกอยากไป ท่านคิดอยู่เสมอว่าอยากไป อยากไป…เหมือนกับเป็นการอธิษฐานจิต คิดแล้วคิดอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนมีความมุ่งมั่นชัดเจน ถึงไม่รู้ว่าจะไปอย่างไรก็จะไป รู้สึกแรกเลยว่าใช่ สิ่งที่แสวงหามานาน

จนกระทั่งปี พ.ศ.2538 ท่านธุดงค์ไปยัง ณ ถ้ำพุทธโคดม จังหวัดพัทลุง เป็นการลงใต้ครั้งแรกของท่าน

ช่วงก่อนเข้าพรรษา มีโยมจากจังหวัดตรัง มาที่ถ้ำพุทธโคดม หลังจากที่ได้สนทนากัน โยมอยากนิมนต์ให้ท่านไปจังหวัดตรัง

บอกว่ามีแม่ชีท่านหนึ่งเก่งมากทางด้านวิปัสสนา ท่านจึงเดินทางไปพร้อมกับพระที่ธุดงค์ในถ้ำพุทธโคดมด้วยกัน

ครั้งแรกที่ท่านได้ไปสำนักวิปัสสนาพัฒนาทางจิต

เมื่อท่านมาถึงสำนักปฏิบัติบัติธรรม วิปัสสนา ในตำบลทุ่งกระบือ จ.ตรัง แม่ชีนภัทรไปเชิญ ท่านแม่ครูนราวรรณ กุลธรชุติภาส ผู้ก่อตั้งสำนักวิปัสสนาพัฒนาทางจิต ลงมาที่ศาลาธรรมรัตนะ

ท่านแม่ครูนิมนต์ ให้บรรดาพระที่เดินทางมา นั่งบนเก้าอี้ ส่วนท่านนั่งบนตั่ง แล้วท่านแม่ครูก็มองมาที่พระอาจารย์ มองแล้วมองอีก

เมื่อพระอาจารย์เห็นท่านแม่ครูครั้งแรก ก็รู้สึกเลยว่าใช่!

แต่ไม่รู้ว่าใช่อะไร เวลาที่ท่านแม่ครูพูด ท่านรู้สึกว่าใช่แล้วสิ่งที่ท่านแสวงหามานาน แม้ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่รู้สึกว่าใช่

ท่านมหาซึ่งเป็นพระที่มาด้วยกันก็สนทนาธรรมกับท่านแม่ครู ท่านแม่ครูให้ลองกระดิกนิ้ว พร้อมกับถามว่า

“ความรู้สึกอยู่ที่ไหน”

พระอาจารย์นั่งฟังอย่างสงบ แต่ก็รู้สึกแปลกใจ แค่สังเกตอาการกระดิกนิ้ว

แต่ในวันนั้น หลังเสร็จการสนทนาธรรม พระอาจารย์ก็เดินทางกลับถ้ำพุทธโคดม

ขณะเดียวกัน โยคีในสำนักวิปัสสนาจำได้ว่า เมื่อ พ.ศ.2536 ท่านแม่ครูนราวรรณ ได้บอกกล่าวไว้แก่โยคีในสำนักวิปัสสนา ไว้ว่า “ถ้ามีพระองค์เล็กๆ มาให้รับไว้” ก็อาจเป็นพระรูปนี้ก็เป็นได้

จนกระทั่งออกพรรษา พระอาจารย์ก็มุ่งไปที่สำนักวิปัสสนาพัฒนาทางจิตอีกครั้ง

ตั้งใจจะขอปฏิบัติธรรมกับท่านแม่ครู แต่ก็ไม่ได้คิดว่าจะอยู่ที่สำนักฯ นาน แต่กว่าท่านจะได้พบท่านแม่ครูก็ต้องใช้เวลานานถึง 3 เดือน ทั้งที่กุฏิก็ห่างกันไม่ถึงร้อยเมตร แต่ก็ไม่เคยได้พบท่านแม่ครู

จนวันหนึ่งขณะที่พระอาจารย์กำลังทาสีปรับปรุงโรงทาน ท่านแม่ครูก็มาที่โรงทานแล้วถามว่า

“พระคุณเจ้า จะเป็นการเสียศักดิ์ศรีไหมถ้าดิฉันจะถวายความรู้”

ในใจพระอาจารย์ขณะนั้นรู้สึกดีใจมาก จึงตอบไปว่า “อาตมาไม่มีศักดิ์ศรี” ท่านแม่ครูจึงได้นิมนต์พระอาจารย์มาที่ศาลาธรรมรัตนะเพื่อถวายความรู้เป็นครั้งแรก

ท่ามกลางหมู่โยคีภายในศาลาธรรมรัตนะ ท่านแม่ครูนิมนต์พระอาจารย์หันหลังให้กระดาน แล้วท่านก็เขียนคำตอบเฉลยล่วงหน้าไว้บนกระดาน หลังจากนั้นจึงเริ่มให้พระอาจารย์ปฏิบัติตามที่ท่านบอก แล้วตอบคำถามท่านทีละข้อเมื่อจบคำถามแล้ว พระอาจารย์จึงได้หันมาดูคำตอบบนกระดาน ปรากฏว่าตอบได้ถูกทุกข้อ เป็นที่ฉงนแก่บรรดาโยคีทั้งหลายในที่นั้น

“ให้ของใหม่แล้วยังจะเอาของเก่าอีก!”

ท่านแม่ครูเริ่มสอนและสอบอารมณ์พระอาจารย์ หากแต่ว่าสอนได้ไม่นานท่านก็มีกิจธุระ

ซึ่งระหว่างที่ท่านแม่ครูไม่อยู่ พระอาจารย์รู้สึกว่าปฏิบัติได้ก้าวหน้า สภาวะดีมาก เมื่อท่านแม่ครูกลับมา พระอาจารย์รู้สึกดีใจที่จะได้แจ้งความก้าวหน้าในการปฏิบัติ

แต่ท่านแม่ครูนิมนต์ให้พระอาจารย์นั่ง และให้ปฏิบัติต่อ พระอาจารย์ก็พยายามอยากจะเล่าสภาวะที่ปฏิบัติในช่วงที่ท่านแม่ครูไม่อยู่

ท่านแม่ครูจึงบอกว่า “ให้ของใหม่แล้วยังจะเอาของเก่าอีก!”

พระอาจารย์ทิ้งเรื่องสภาวะที่เตรียมจะเล่าโดยทันที แม้จะยังคาใจในสภาวะที่ไม่ได้เล่าก็ตาม แต่ก็เริ่มปฏิบัติใหม่ตามที่ท่านแม่ครูสอน

ท่านแม่ครูเป็นผู้ที่มีความสามารถในการใช้สำนวนภาษาได้ดี มีความสละสลวย เข้าใจได้ ตรงกับสภาวะ เช่น คำว่า “ตัวมุ่ง” “ความมั่นคง” คำพูดของท่านไพเราะ ภาษาที่ใช้ฟังแล้วรู้สึกดี พระอาจารย์จึงซึมซับมาจากท่านแม่ครูผู้เป็นต้นแบบ ภาษาสภาวะที่ท่านแม่ครูใช้พูดจะเน้นเฉพาะประเด็นสำคัญๆ ท่านแม่ครูบอกเพียงแค่ว่าให้ทำอะไร ทำอย่างไรพระอาจารย์ก็ทำอย่างนั้น

ภาษาสภาวะของท่านแม่ครูตรงไปตรงมา สามารถปฏิบัติตามได้ทันที พระอาจารย์คอยสังเกตและกลายเป็นผู้ที่จับประเด็นเป็นรู้ว่าจุดสำคัญอยู่ตรงไหน

จวบจนวันหนึ่ง ท่านแม่ครูถามพระอาจารย์ว่า “ปฏิบัติแล้วคิดจะสอนคนบ้างไหม”

แม้ในใจพระอาจารย์ไม่คิดอยากสอนใคร ไม่คิดอยากเป็นวิปัสสนาจารย์ แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า หากสามารถบอกหรือแนะนำผู้อื่นได้บ้าง ก็คงจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจและกำลังแสวงหา ท่านแม่ครูถามต่อว่า “อยากเรียนวิชาครูไหม” พระอาจารย์เห็นเป็นโอกาสอันดีจึงจัดหาดอกไม้ธูปเทียนเพื่อขอเรียนวิชาครู

ท่านแม่ครูนิมนต์ให้พระอาจารย์ขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ประจำที่ท่านแม่ครู

“นั่งแล้วรู้สึกอบอุ่นไหม เก้าอี้นี้เป็นของท่านแล้ว ยกให้ท่านแล้วต่อไปท่านทำหน้าที่นี้แล้วนะ”

พระอาจารย์จึงเป็นวิปัสสนาจารย์เต็มตัวนับจากวันนั้นเป็นต้นมา

คำว่า “พระอาจารย์” เป็นคำที่เหล่าโยคีทุกคนของสำนักวิปัสสนาพัฒนาทางจิต กล่าวเรียกท่านด้วยความเคารพบูชาอย่างสูงสุด และท่านยังเป็น พระอาจารย์ ผู้เป็นที่รู้จักในวงกว้างของบุคคลทั่วไปในนาม “พระอาจารย์ประเสริฐ ฐานงฺกโร พระวิปัสสนาจารย์แห่งสำนักวิปัสสนาพัฒนาทางจิต จังหวัดตรัง”

จวบจนวันนี้ ศิษย์ยานุศิษย์ และนักปฏิบัติธรรม เข้ามาร่วมวิปัสสนาพัฒนาทางจิตเป็นจำนวนมาก

มากจนล้น สำนักปฏิบัติบัติธรรม ตอนนี้ไม่มีพื้นที่รองรับเพียงพอสำหรับผู้มาปฏิบัติธรรมแล้ว

จึงมีความจำเป็นบอกบุญศาสนิกชนผู้ใจบุญทั้งหลาย ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการขยายพื้นที่สำนักปฏิบัติบัติธรรม วิปัสสนา เพื่อรองรับนักปฎิบัติธรรมได้มีพื้นที่แสดงหาต่อยอดความรู้ทางพุทธศาสนา ผ่านการบริจาคปัจจัยได้ที่

อนิสงค์แห่งการร่วมสร้างศาลาปฏิบัติธรรม เป็นการสร้างบุญอันยิ่งใหญ่ เนื่องจากอำนวยความสะดวกจัดสัปปายะสถานให้กับผู้ปฏิบัติธรรม ให้เกิดแสงสว่างแห่งมรรคแห่งผล

จึงส่งอานิสงส์แห่งผู้สร้างถึง 9 ข้อ

1. ครอบครัวอบอุ่น ลูกหลานกตัญญู มีปีติสุขตลอดเวลา

2. มีเพื่อนดี มีบริวารซื่อสัตย์ ธุรกิจก้าวหน้า ธุรกิจมั่นคง

3. ชีวิตมีแต่ความเป็นสิริมงคล มีความอุดมร่มเย็นเป็นสุข

4. พ้นทุกข์ ภัย โรค โศก ศัตรู ภัยพาลทั้งปวง

5. ได้สร้างธรรมนาวา ขนสัตว์น้อยใหญ่ ข้ามทุกข์ในวัฏฏะสงสาร ก้าวถึงฝั่งคือพระนิพพาน

6. ได้ให้ธรรมทาน และให้อโหสิกรรมอานิสงส์ในภพหน้า

7. มีอริยทรัพย์ ไม่ทุกข์ยากลำบาก

8. มีสุคติโลกสวรรค์ในเบื้องหน้าแน่นอน

9. เลื่อนชั้นจิต ได้ภพภูมิที่ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

ขออนุโมทนาบุญกับศาสนิกชนผู้ใจบุญทุกท่านด้วยนะคะ

ประวัติ พระอาจารย์ประเสริฐ ฐานงฺกโร พระวิปัสสนาจารย์แห่งสำนักวิปัสสนาพัฒนาทางจิต จังหวัดตรัง อ้างอิงข้อมูลจาก : หนังสือบทสวดมนต์พิธี งานสมโภชศาลานราวรรณรำลึก และครบรอบ 30 ปี แห่งการก่อตั้งสำนักวิปัสสนาพัฒนาทางจิต