“หลบบ้านไปชิงเปรต” ประเพณีโบราณสารทเดือนสิบ
อีจัน ตลาดแตก
24 กันยายน 2568

ในช่วงแรม 15 ค่ำ เดือนสิบของทุกปี ทางภาคใต้จะกลับมาคึกคักและอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของขนมพื้นบ้านและเสียงหัวเราะของผู้คนในชุมชน ซึ่งล้วนหลอมรวมอยู่ใน “ประเพณีสารทเดือนสิบ” หนึ่งในประเพณีสำคัญที่สุดของภาคใต้ ที่ไม่เพียงแต่แสดงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ แต่ยังสืบทอดรากเหง้าทางวัฒนธรรมมายาวนานหลายร้อยปี
รากเหง้าจากแดนไกล สู่วิถีไทยใกล้ตัว
ประเพณีสารทเดือนสิบมีต้นกำเนิดจากพิธี “ศราทธ์” ของพราหมณ์ในอินเดีย ซึ่งเป็นพิธีทำบุญให้ผู้ล่วงลับ ต่อมาได้รับการปรับเปลี่ยนภายใต้อิทธิพลของพระพุทธศาสนา และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะในจังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นเมืองท่าที่ติดต่อกับอินเดียมาช้านาน

วิญญาณผู้ล่วงลับ และความเชื่อเรื่องเปรต
ชาวนครเชื่อว่าในช่วงเดือนสิบ ดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ โดยเฉพาะผู้ที่เกิดเป็นเปรต จะได้รับอนุญาตให้ขึ้นมาเยี่ยมลูกหลานในโลกมนุษย์ และจะกลับสู่นรกในวันแรม 15 ค่ำ จึงเกิดพิธีทำบุญที่เรียกว่า “หมฺรับ” หรือการจัดสำรับขนม-ของถวายพระ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ เป็นการ “รับ” และ “ส่ง” ตายายกลับไปอย่างสมเกียรติ
หมฺรับ(หมับ) สำรับแห่งความรัก
หัวใจของประเพณีนี้ คือการจัด หมฺรับ ซึ่งคือการนำอาหาร ขนม และเครื่องใช้ต่าง ๆ ไปวางไว้ในภาชนะหรือถาด เพื่อนำไปถวายพระสงฆ์และอุทิศส่วนบุญให้บรรพบุรุษ โดยมีขนม 5 ชนิดที่ขาดไม่ได้ ได้แก่:
- ขนมพอง – แทนแพข้ามห้วงนรก
- ขนมลา – แทนผ้าเครื่องนุ่งห่ม
- ขนมกง – แทนเครื่องประดับ
- ขนมดีซำ – แทนเงินทองใช้สอย
- ขนมบ้า – แทนความบันเทิงในการละเล่น
บางพื้นที่ยังเพิ่ม “ขนมลาลอยมัน” แทนฟูกหมอนสำหรับให้เปรตพักผ่อน
พิธีเปรต – ความศรัทธาในสายสัมพันธ์
พิธีตั้งเปรตและชิงเปรต เป็นอีกส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ โดยมีการตั้งของเซ่นไหว้ไว้บริเวณวัดทั้งในและนอกวิหาร เพื่ออุทิศให้เปรตไร้ญาติ
หลังจากพระสวดบังสุกุลเสร็จ สิ่งของจะถูกแย่งชิงกันอย่างสนุกสนานในพิธี “ชิงเปรต” ซึ่งเชื่อว่า เปรตจะดีใจเมื่อเห็นลูกหลานมีความสุข และการแย่งชิงอย่างสนุกสนานนี้ ยังแฝงความหมายเรื่องบุญกุศลและความอิ่มเอมใจอีกด้วย
ช่วง “ชิงเปรต” เมื่อขนมกลายเป็นของบุญ
หลังจากพิธีทางศาสนา เช่น การสวดอุทิศส่วนกุศล การตั้งเปรตจะเกิดขึ้น — ขนม ผลไม้ และอาหารต่าง ๆ ถูกวางไว้บนแท่นกลางลานวัดให้เป็นของถวายแก่ผู้ล่วงลับ และผู้ไม่มีญาติ (เปรต)
เมื่อพิธีทางศาสนาสิ้นสุดลง จะมีสัญญาณเพื่อเริ่ม ชิงเปรต — ผู้คนจะกรูเข้าไปแย่งเอาขนมหรือของที่ตั้งไว้ ถือเป็นการแสดงความกตัญญูและเชื่อกันว่าเป็นบุญแก่ผู้ได้ของ
ความหมายของขนมต่าง ๆ ที่รวมอยู่ในพิธีมีนัยสำคัญ เช่น ขนมลาแทนเครื่องนุ่งห่ม, ขนมพองเปรียบเสมือนแพข้ามโลกแห่งทุกข์ ฯลฯ

ปีนเสาน้ำมัน ความสามัคคีบนเสาลื่น
ในเวลากลางคืนของวันสุดท้ายของงาน (วันแรม 14 หรือ 15 ค่ำ เดือนสิบ) มีกิจกรรม การแข่งขันปีนเสาน้ำมัน เป็นการสื่อถึงการแย่งชิงสิ่งของเซ่นไหว้บนเสาที่ทาน้ำมันให้ลื่นสูงหลายเมตร
ผู้เข้าแข่งขันต้องปีนขึ้นไปบนเสาที่ลื่นให้ได้ของรางวัล เช่น เงินสด หรือเครื่องประดับ โดยเสาสูงประมาณ 4 เมตร และถูกฉาบน้ำมันพืชเพื่อเพิ่มความยาก
บรรยากาศมักเต็มไปด้วยเสียงเชียร์และความตื่นเต้น บางคนพยายามปีนแต่เสาลื่นจนตกลงมา เป็นภาพที่เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชม

ประเพณีนี้ไม่เพียงแต่เป็นพิธีกรรมทางศาสนา หากแต่ยังเป็นช่วงเวลาแห่ง การกลับบ้าน ของผู้คนในท้องถิ่น เพื่อมาร่วมทำบุญ พบปะญาติพี่น้อง และเฉลิมฉลองร่วมกัน