วิธีสังเกตอาการ “แมวบ้า หมาบ้า” จากการติดเชื้อ “โรคพิษสุนัขบ้า”
พอลลี่ อีจัน
27 กันยายน 2568

ช่วงนี้ลองสังเกตอาการ “โรคพิษสุนัขบ้า” ที่กำลังระบาดดูนะคะ!
จากกรณีก่อนหน้านี้ มีหน่วยงานออกมาแจ้งเตือนประชาชนให้ระวังสัตว์ที่อาจติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งเริ่มพบผู้ป่วยและสัตว์ต้องสงสัยในหลายพื้นที่แล้ว ในพื้นที่ประเทศไทย
โดย ‘อีจัน’ ขอรวบรวมข้อมูลจาก เว็บไซต์ สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ เกี่ยวกับวิธีสังเกตอาการแมวบ้า หมาบ้า จากการติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าว่ามีอะไรบ้าง? และควรต้องมีวิธีป้องกันอย่างไร?
อันดับแรกเรามารู้จัก โรคพิษสุนัขบ้าหรือที่ชาวบ้านทั่วๆ ไปนิยมเรียกว่า เรียก “โรคกลัวน้ำ” (Hydrophobia) กันก่อนนะคะ เป็นโรคติดเชื้อของระบบประสาทส่วนกลางที่มีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต พบเกิดในสัตว์ เลือดอุ่นทุกชนิด ทั้งสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่าและยังติดต่อมาสู่มนุษย์ พาหะนำโรคที่สำคัญที่สุดสู่มนุษย์ และสัตว์อื่นๆ คือ สุนัข รองลงมาคือแมว พาหะนำเชื้อที่สำคัญในบ้านเราคือ สุนัขและแมว ส่วนในต่างประเทศมักเกิดจากสัตว์ป่ากินเนื้อต่างๆ เช่น สุนัขจิ้งจอก สุนัขป่า Jaguar, Raccon, Skunk เป็นต้น และสำหรับในแถบประเทศละตินอเมริกานั้น ยังพบพาหะที่สำคัญคือ ค้างคาวดูดเลือด (Vampire bat)

สาเหตุและการติดต่อ
เกิดจากไวรัส (Rabies virus) ซึ่งเป็น อาร์ เอน เอ ไวรัส (RNA virus) อยู่ในจีนัส Lyssavirus แฟมิลี Rhabdoviridae การติดเชื้อที่สำคัญที่สุดคือการถูกสัตว์เป็นบ้ากัด เชื้อพิษสุนัขบ้าที่อยู่ในน้ำลายจะเข้าสู่บาดแผลและผ่านเข้าสู่เส้นประสาทส่วนปลาย ไขสันหลัง และเข้าสู่สมองมีการแบ่งตัวในสมองและปล่อยเชื้อไวรัสไปตามแขนงประสาทที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆทั่วร่างกาย รวมทั้งต่อมน้ำลาย เชื้อไวรัสโรค พิษสุนัขบ้าสามารถเพิ่มจำนวนในเซลล์ของต่อมน้ำลาย ซึ่งจะเป็นช่วงที่สัตว์แสดงอาการป่วยออกมาให้เห็น นอกจากนั้นเชื้ออาจติดต่อจากการกินได้ถ้ามีบาดแผลภายในช่องปากและหลอดอาหาร ซึ่งจะพบกรณีสัตว์กินเนื้อตัวป่วย หรือที่ตายใหม่ๆ เข้าไป
ซึ่งหลายคนคงเข้าใจว่ามีแค่ หมา เท่านั้นที่จะเป็นโรคพิษสุนัขบ้าใช่มั้ยคะ? แต่จริงๆไม่เลยค่ะ เป็นได้แม้กระทั่ง แมว ด้วยนะ เดี๋ยวมารู้จักโรคพิษสุนัขบ้าในแมวและป้องกันอย่างถูกวิธีไปพร้อมๆ กัน ให้ครอบครัวอุ่นใจ
หากติดเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าในแมว เชื้อไวรัสจะเข้าทำลายระบบประสาท โดยเมื่อแมวที่ป่วยด้วยโรคพิษสุนัขบ้าแสดงอาการออกมาแล้วก็มักจะทำให้สัตว์ที่ป่วยเสียชีวิตภายใน 10 วัน อาการของโรคแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ ในระยะเริ่มต้นจะดูคล้ายอาการป่วยทั่วๆ ไป เช่น ซึม มีไข้ โดยกินระยะเวลาประมาณ 2-3 วัน จากนั้นจะเข้าสู่ระยะตื่นเต้น โดยจะมีอาการกระวนกระวาย หงุดหงิด พฤติกรรมเปลี่ยนไป และสุดท้ายจะเข้าสู่ระยะอัมพาต โดยจะพบว่าโรคพิษสุนัขบ้าในแมวจะทำให้มีการทรงตัวผิดปกติ กลืนลำบาก ร่างกายบางส่วนหรือทั่วทั้งตัวเป็นอัมพาต น้ำลายไหลมาก จะเห็นว่ามีอาการคล้ายกลัวน้ำในระยะนี้

ซึ่งโรคร้ายป้องกันได้ด้วยการทำวัคซีน โดยเริ่มทำวัคซีนเข็มแรกที่อายุประมาณ 3 เดือน เข็มที่ 2 เมื่ออายุ 6 เดือน และทำการกระตุ้นวัคซีนเป็นประจำทุกปี หากสงสัยว่าน้องแมวป่วยด้วยโรคพิษสุนัขบ้า ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์ทันที และแจ้งข้อมูลต่างๆ ด้านสุขภาพ เช่น ประวัติการทำวัคซีน ประวัติการดูแลสุขภาพ ลักษณะการเลี้ยงให้ครบถ้วนเพื่อให้คุณหมอทำการตรวจวินิจฉัยต่อไปได้
ทั้งนี้ จากเว็บไซต์ ระบบสารสนเทศเพื่อการเฝ้าระวังโรคพิษสุนัขบ้า พบว่า 10 พื้นที่ในไทยที่ “พิษสุนัขบ้า” ระบาดมากสุด มีดังนี้
อันดับ 1 จังหวัดสงขลา 5 ตัว คิดเป็น 26.32%
อันดับ 2 กรุงเทพมหานคร 3 ตัว คิดเป็น 15.79%
อันดับ 3 จังหวัดนครราชสีมา 3 ตัว คิดเป็น 15.79%
อันดับ 4 จังหวัดจันทบุรี 2 ตัว คิดเป็น 10.53%
อันดับ 5 จังหวัดสุรินทร์ 2 ตัว คิดเป็น 10.53%
อันดับ 6 จังหวัดชลบุรี 1 ตัว คิดเป็น 5.26%
อันดับ 7 จังหวัดระยอง 1 ตัว คิดเป็น 5.26%
อันดับ 8 จังหวัดมุกดาหาร 1 ตัว คิดเป็น 5.26%
อันดับ 9 จังหวัดร้อยเอ็ด 1 ตัว คิดเป็น 5.26%
อันดับ 10 จังหวัดกาฬสินธุ์ ยังไม่ยืนยันยอดที่ชัดเจน
อย่างไรก็ตามบ้านใครมี หมา แมว ที่เลี้ยงอยู่ที่บ้านเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากนะคะไม่อยากให้ปล่อยไว้เพราะถ้าเกิดแพร่เชื้อสู่คนอาจเกิดอันตรายลุกลามได้ค่ะ
ที่มา: เว็บไซต์ purina , สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ , ระบบสารสนเทศเพื่อการเฝ้าระวังโรคพิษสุนัขบ้า