ผู้หญิงจะเข้าใจดี! อาการปวดไมเกรนรุนเเรง ที่ชอบเป็นทุกรอบเดือน 

พอลลี่ อีจัน

พอลลี่ อีจัน

2 กุมภาพันธ์ 2569

ผู้หญิงจะเข้าใจดี! อาการปวดไมเกรนรุนเเรง ที่ชอบเป็นทุกรอบเดือน 

ถามพี่ๆลูกเพจอีจันที่เป็นผู้หญิงหน่อยค่ะ ใครเป็นเเบบนี้บ้าง? ปวดหัวไมเกรนที่ชอบมาช่วงรอบเดือน ต้องระวังมากๆนะคะ  

เมื่อวันที่  1 ก.พ.69 ที่ผ่านมา ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท โพสต์ผ่าน เพจ สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์ เกี่ยวกับ อาการที่ผู้หญิงมักเป็น  นั่นก็คือ การปวดหัวไมเกรน ช่วงที่มีรอบเดือน ซึ่งผู้หญิงอย่างเราจะเข้าใจดีว่า มันทรมานมากๆค่ะ  โดยคุณหมอได้อธิบายเรื่องนี้พร้อมยกเคสเตือน ระบุว่า….. 

คนไข้ชาวต่างชาติรายหนึ่ง เป็นไมเกรนมานาน คราวนี้เป็นไมเกรนกำเริบหลังจากที่คลอดบุตร ทีนี้ไมเกรนของเขามีคาเเรคเตอร์พิเศษ ก็คือว่า  มีความสัมพันธ์กับรอบเดือนอย่างมาก เพราะก่อนรอบเดือนจะมาสัก 2 วัน อาการปวดหัวก็มักจะมาเเบบรุนเเรงเลย เเต่เขาก็ทน ทนไม่ยอมกินยาเเก้ปวด ซึ่งก็ได้มีการบอกว่า อาการเเบบนี้ เราเรียกไมเกรนที่มีความสัมพันธ์กับรอบเดือนมากๆ  เพราะฮอร์โมนมีการเเวางในช่วงที่มีรอบเดือน  ซึ่งการปวดหัวไมเกรนก็มีทั้งข้อดีเเละข้อเสีย ซึ่งถ้าพูดถึงข้อเสียก่อนเนี้ย การปวดหัวไมเกรนในช่วงที่มีรอบเดือน คือก็จะมีอาการปวดรุนเเรง เเละหลีกเลี่ยงการเเกว่งของฮอร์โมนไม่ได้  สิ่งเดียวที่จะหลีกได้ก็คือการต้องไปต้ั้งครรภ์อีกรอบจนฮอร์โมนไม่มี ซึ่งก็คงเป็นไปไม่ได้  ส่วนข้อดีก็คือ มันสามารถที่จะคาดการณ์ได้ เพราะถ้าใกล้จะมีรอบเดือนสัก 2-3 วัน ก็จะเริ่มมีอาการเเล้ว ส่วนใหญ่จะสามารถคาดการณ์ได้ ซึ่งการคาดการณ์เนี้ยดีที่ว่า เราจะสามารถกินยาเเก้ปวดดักไว้ก่อนได้ อย่างเช่นก่อนมีรอบเดือนสัก 2-3 วัน กินยาเเก้ปวดดักไว้ก่อนเลยถึงเเม้ว่าตอนนั้นจะยังไม่มีอาการปวดอะไร เราเรียกว่าการป้องกันระยะสั้น  

 

ซึ่งถ้าถามว่าทำไมมีอาการรุนเเรงมากขึ้น คือไมเกรนเนี้ย ถ้าเราทน ไม่กินยาเเก้ปวด ทำให้อาการปวดหัวเป็นอยู่  เเล้วการปวดเนี้ย ถ้าเราปวดรุนเเรง ตัวอาการมันจะจำอาการปวดไว้ เวลาเราปวดอีกคราวหน้ามันก็จะปวดเเรงเเละปวดเร็วมากขึ้น ซึ่งถ้าหลักของเเพทย์เเล้ว ถ้าเราปวดไมเกรนไม่ควรทน  อย่าไปกลัวเรื่องของผลค้างเคียงจากยาเเก้ปวดเเละถ้าปวดรุนเเรงควรหาหมอดีที่สุด  

เเล้วลูกเพจเคยเป็นมั้ยคะ ไมเกรนที่มาช่วงเป็นประจำเดือน  ปวดมาก ปวดหนักกว่า วันปกติใช่มั้ยคะ? มาเเชร์กันหน่อยนะคะ  

ที่มา: เฟซบุ๊ก สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์