ไข้หวัดใหญ่  ยังระบาด! ถึงเเม้ตอนนี้พบผู้ป่วยลดลงเเต่ก็ยังต้องฉีดวัคซีนอยู่  

พอลลี่ อีจัน

พอลลี่ อีจัน

19 มีนาคม 2569

ไข้หวัดใหญ่  ยังระบาด! ถึงเเม้ตอนนี้พบผู้ป่วยลดลงเเต่ก็ยังต้องฉีดวัคซีนอยู่  

เตือนภัยสุขภาพ!   ช่วงนี้ห่วงร่างกายตัวเองมากหน่อยนะคะ เพราะไข้หวัดใหญ่ยังไม่ได้หายไปจากเรา   

วันนี้(19 มี.ค.69)  แพทย์ มช. ได้ออกมาชี้ชัดเเล้วว่าใครบ้างควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ก่อนระบาด เนื่องจากว่าสถานการณ์ “ไข้หวัดใหญ่ 2569” ยังต้องระวังอย่างมาก แม้ผู้ป่วยเริ่มลดลง แต่กลุ่มเด็กยังเสี่ยงสูง สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทย ปี 2569 ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง  

ซึ่งข้อมูลจากกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (1 ม.ค. – 7 มี.ค. 2569) พบผู้ป่วยสะสมกว่า 140,293 ราย อัตราป่วย 216.13 ต่อแสนประชากร เสียชีวิต 11 ราย สายพันธุ์ A จำนวน 7 ราย สายพันธุ์ B จำนวน 4 ราย  ในสัปดาห์ที่ 10 นี้ รายงานผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่แม้มีแนวโน้ม “ลดลง” และต่ำกว่าปีที่ผ่านมา (2568) แต่ยังคง “สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง” 

ส่วนใหญ่เเล้วกลุ่มที่ป่วยมากที่สุดคือ “เด็ก”อายุ 5–9 ปี สูงสุด  รองลงมา 0–4 ปี และ 10–14 ปี เเละเเถบภาคเหนือมีอัตราป่วยสูงที่สุด 

งั้นดี๋ยวเรามาดูกันหน่อยค่ะว่า ไข้หวัดใหญ่ vs หวัดธรรมดา ต่างกันยังไง? เเล้วมีความอันตรายมากน้อยเเค่ไหน?  ต้องบอกเเบบนี้ว่าหลายคนคิดว่าเป็นโรคเดียวกัน แต่จริง ๆ แล้ว “ต่างกันชัดเจน” 

-ไข้หวัดใหญ่ จะมีอาการที่สังเกตได้ง่ายก็คือ  ไข้สูง 38–39°C  ปวดหัว ปวดเมื่อย อ่อนเพลียมากอาจมีอาการหายใจเหนื่อย เเละอาจเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ 

-หวัดธรรมดา จะมีอาการก็คือ อาการไม่รุนแรง เบื้องต้นก็คือ น้ำมูกไหล คัดจมูก ไอเล็กน้อยเเละมักไม่มีไข้สูง 

เเต่จุดสำคัญคือ “ไข้หวัดใหญ่รุนแรงกว่า” และอาจถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล ซึ่งถ้าถามว่าทำไมบางคนอาการหนัก? เพราะไข้หวัดใหญ่ไม่ได้จบแค่ไข้แต่อาจลุกลามเป็นหลอดลมอักเสบ , ปอดอักเสบ, ติดเชื้อซ้ำซ้อน, ภาวะหายใจล้มเหลว 

อย่างไรก็ตามค่ะคนกลุ่มเหล่านี้ต้องระวังให้มาก นั่นก็คือ กลุ่มเด็กเล็ก , ผู้สูงอายุ , ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง / ภูมิคุ้มกันต่ำ  ส่วนเรื่องที่สำคัญอีก 1 เรื่องก็คือ การฉีดวัคซีน ที่มีความจำเป็นมากที่ต้องฉีดทุกปี  เพราะเชื้อไข้หวัดใหญ่ “เปลี่ยนสายพันธุ์ทุกปี”วัคซีนปีที่แล้ว อาจป้องกันปีนี้ไม่ได้เต็มที่เเถมการฉีดวัคซีนช่วยลดความรุนแรงของโรค  ลดภาวะแทรกซ้อน ลดโอกาสเสียชีวิตเเละลดการแพร่เชื้อให้คนในครอบครัวได้ด้วย 

การฉีดวัคซีน ใครที่ควรฉีดมากที่สุด ก็ เน้นไปที่ เด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี , ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป , หญิงตั้งครรภ์ , ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง (หัวใจ ปอด หอบหืด อ้วนมาก ฯลฯ) , บุคลากรทางการแพทย์ เพราะมีโอกาสต้องดูแลคนไข้ หากติดแล้วอาจแพร่กระจายเชื้อได้ 

เด็กต้องเริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไปหาก “ฉีดครั้งแรก” และอายุต่ำกว่า 9 ปี ต้องฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 1 เดือน หลังจากนั้น  ปีละ 1 เข็ม ซึ่งแนะนำว่าฉีดก่อนฤดูฝน 1–2 เดือนเพราะร่างกายต้องใช้เวลาสร้างภูมิประมาณ 2 สัปดาห์แต่จริง ๆ แล้ว “ฉีดได้ตลอดทั้งปี”แม้ฉีดช้า ก็ยังมีประโยชน์ เเต่ต้องเเนะนำว่าฉีดแล้วก็ยังมีโอกาสเป็นนะคะ  

เช็กด้วยนะคะ! เช็กตัวเองดีๆค่ะ ถ้ามีอาการรีบไปหาหมอนะคะ อีจันเป็นห่วงสุขภาพ