น่าเป็นห่วงเด็กรุ่นนี้! วัยรุ่น 15–19 ปี เสี่ยงฆ่าตัวตาย เพราะเครียด-ซึมเศร้าสูงมาก
พอลลี่ อีจัน
9 กุมภาพันธ์ 2569

ความเครียดหนัก น่ากลัวตรงนี้….
เเถมเด็กส่วนใหญ่ในสังคมก็เสี่ยงจะตัดสินใจจบชีวิตตัวเองเเค่วินาทีเดียว
เมื่อวันที่ 3 ก.พ.69 ที่ผ่านมา กรมสุขภาพจิต เผยถึงสถานการณ์สุขภาพจิตของเด็กและเยาวชนไทยที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นอายุ 15–19 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตราการพยายามฆ่าตัวตายสูงที่สุด สะท้อนถึงความเปราะบางที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยจากข้อมูลการประเมินผ่าน Application Mental Health Check-in ช่วงปี 2568 พบว่ามีเยาวชนเข้ารับการประเมินกว่า 33,000 คน พบว่าเสี่ยงซึมเศร้า มีความเครียดสูง และเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ด้านของ นายแพทย์กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต เผยว่า จากการเฝ้าระวังสถานการณ์สุขภาพจิตผ่านการประเมินสุขภาพจิตผ่าน Application Mental Health Check-in ระหว่างวันที่ 1 ม.ค. – 30 ธ.ค.68 พบว่า มีเด็กและเยาวชนจำนวนกว่า 33,000 คนเข้าร่วมการประเมินดังกล่าว และพบว่ามีเสี่ยงซึมเศร้า มีความเครียดสูง และมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายสูงมาก ซึ่งปัจจัยสำคัญในช่วงนี้มีที่มาจากแรงกดดันด้านการเรียน การสอบ ซึ่งในช่วงใกล้สอบเป็นช่วงที่วัยรุ่นมีความเครียดสูงเพิ่มขึ้น หากไม่ได้รับการแก้ไขอาจพัฒนาไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต เช่น วิตกกังวล ซึมเศร้า หรือปัญหาการนอนหลับ การทำร้ายตนเอง หรือ อาจเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายได้
4 กลุ่มอาการที่พบบ่อยช่วงใกล้สอบที่ต้องสังเกต
1. อาการด้านอารมณ์ ได้แก่ รู้สึกเครียด กังวล หงุดหงิดง่าย ใจร้อนกว่าปกติ รู้สึกไม่ดีพอ โทษตัวเอง รู้สึกผิดทุกครั้งที่อ่านหนังสือไม่ได้ตามแผน หรือรู้สึกหมดแรงใจ สิ้นหวัง
2. อาการด้านความคิด คิดวนซ้ำเรื่องสอบ เช่น ถ้าสอบตกคงแย่มากเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนหรือคนในโซเชียล โฟกัสยาก สมาธิสั้นลง อ่านหนังสือหักโหมจนลืมทำกิจวัตรประจำวัน มีอาการแยกตัว
3. อาการทางกาย ได้แก่ ปวดหัว ปวดท้อง คลื่นไส้ ใจสั่น เหงื่อออก มือสั่น นอนไม่หลับ หลับยาก ตื่นบ่อย ฝันถึงห้องสอบ หรือฝันร้าย
4. พฤติกรรมที่เปลี่ยนไป อ่านหนังสือหักโหม ข้ามมื้ออาหาร ข้ามการนอน เลี่ยงการอ่านหนังสือเพราะรู้สึกกลัว หรือใช้โทรศัพท์/เกมเพื่อหนีความเครียด


ย้ำเด็กๆนะคะว่าในช่วงที่ใกล้สอบเพื่อพิสูจน์ผลแห่งการพยายามของตนเองนั้น หากความเครียดรุนแรง อาจนำไปสู่ภาวะวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้าที่รู้สึกไม่มีคุณค่า หรือปัญหาการนอนที่ทำให้สมรรถนะการเรียนลดลงไปได้อีก ขอแนะนำให้ใช้หลักการอ่านให้ได้ผล โดยไม่ทำร้ายตัวเอง ดังนี้
1. จัดตารางอ่านหนังสือแบบเป็นมิตรกับสมอง แบ่งเวลาสั้น ๆ แต่สม่ำเสมอ
2. ตั้งเป้าตามงานไม่ใช่ตามเวลา เช่น ตั้งเป้าทำแบบฝึกหัดให้ครบชุด แทนการกำหนดจำนวนชั่วโมงเพียงอย่างเดียว
3. ดูแลร่างกายพื้นฐาน นอนให้พออย่างน้อย 7–8 ชั่วโมงต่อคืน กินอาหารให้ครบมื้อ และดื่มน้ำให้พอ
4. จัดการเสียงในหัว เปลี่ยนจาก “เราต้องไม่พลาด” เป็นเราจะทำให้ดีที่สุด
เราต้องนึกถึงตัวเองให้มากๆค่ะ คนเรามีความเครียดทุกคนเเต่เราต้องหาความสุขให้ตัวเองด้วยน้า เเละสำหรับเคสนี้เองเองถึงเเม้จะยกตัวอย่างเเค่วัยรุ่น เเต่คนวัยทำงาน หรือคนวัยชราเเล้วก็ต้องคุมตัวเองให้ได้นะคะ หาสิ่งฮีลใจให้มากๆนะคะ อีจัน เอาใจช่วยนะ
ที่มา: เว็บไซต์ กรมสุขภาพจิต