“ผมหงอก” ไม่ได้บ่งบอกเเค่ความแก่แต่อาจกำลังสู้มะเร็งอยู่ จริงมั้ย?
พอลลี่ อีจัน
27 ตุลาคม 2568

ลูกเพจคนไหนมี “ผมหงอก” เเล้วบ้าง? มาเเชร์กันหน่อยนะคะ
อันดับเเรกเรามาดูกันก่อนว่า “ผมหงอก” คืออะไร? เกิดขึ้นมาได้ยังไง?
ซึ่ง อีจัน ได้หาข้อมูลมาว่า คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ว่า “ผมหงอก” โดยทั่วไปผม 1 เส้นของเราประกอบไปด้วยเซลล์สร้างเนื้อผมซึ่งเป็นโปรตีน และเซลล์สร้างเม็ดสีที่คอยทำหน้าที่ป้อนเม็ดสีเข้าไปในเส้นผม จึงทำให้เสร็จผมเรามีสีต่าง ๆ ตามพันธุกรรม ถ้าคนไหนมีเม็ดสีมาก และเข้มข้นผมก็จะสีเข้ม ส่วนคนที่มีเม็ดสีน้อยผมก็จะสีอ่อนลง ซึ่งผมหงอกเกิดจากเส้นผมที่เซลล์เม็ดสีไม่สามารถสร้างเม็ดสีออกมาได้ตามปกติ จึงทำให้มีแต่เส้นผมที่เจริญออกมา แต่สีผมไม่ออกมาด้วย เราจึงพบเห็นเส้นผมสีเทา หรือสีขาวซึ่งเรียกกันว่าผมหงอกนั่นเอง กรณีที่มีผมหงอกขาวสนิทนั่นหมายความว่า เซลล์สร้างเม็ดสีได้หยุดทำงานแล้วนั่นเอง


โดยงานวิจัยจากประเทศญี่ปุ่น จาก เว็บไซต์ the institute of medical science the university of tokyo ได้ออกมาโพสต์เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยเช่นเดียวกัน กับการศึกษาใหม่การเกิด “ผมหงอก” อาจไม่ใช่เเค่เเก่ชราเเต่อาจหมายถึงการต่อสู้หรือยับยั้งการเป็นโรคมะเร็ง
โดยเมื่อวันที่ 6 ต.ค. 68 ที่ผ่านมา ในวารสาร Nature Cell Biology นำโดย ศาสตราจารย์เอมิ นิชิมูระ (Emi Nishimura) เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นที่ทำงานด้านชีววิทยาและได้รับการยอมรับจากผลงานการวิจัยที่โดดเด่น และผู้ช่วยศาสตราจารย์ยาซูอากิ โมห์ริ จากมหาวิทยาลัยโตเกียว ได้ใช้การติดตามสายพันธุ์และการแสดงออกของยีนในหนูทดลองในระยะยาว เพื่อศึกษาว่าเซลล์แมคโครฟาจ (Macrophage) คือ เซลล์เม็ดเลือดขาวขนาดใหญ่ ตอบสนองต่อความเสียหายของดีเอ็นเอประเภทต่างๆ อย่างไร คณะวิจัย ได้ระบุ การตอบสนองที่เฉพาะเจาะจงต่อการแตกหักของดีเอ็นเอแบบคู่: การเปลี่ยนแปลงแบบควบคู่กับภาวะชราภาพ (seno-differentiation) ซึ่งเป็นกระบวนการที่เซลล์แมคโครฟาจเปลี่ยนแปลงสภาพอย่างถาวรและสูญหายไป นำไปสู่ผมหงอก กระบวนการนี้ถูกกระตุ้นโดยการกระตุ้นวิถี p53–p21

ในทางตรงกันข้าม เมื่อสัมผัสกับสารก่อมะเร็งบางชนิด เช่น 7,12-dimethylbenz(a)anthracene หรือรังสีอัลตราไวโอเลต B เซลล์ McSC จะสามารถหลีกเลี่ยงกระบวนการสร้างเซลล์ใหม่เพื่อการปกป้องนี้ได้ แม้ว่าจะมีความเสียหายต่อดีเอ็นเอก็ตาม แต่เซลล์เหล่านี้จะยังคงรักษาความสามารถในการสร้างเซลล์ใหม่และขยายตัวแบบโคลน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ได้รับการสนับสนุนจากลิแกนด์ KIT ที่หลั่งออกมาทั้งจากบริเวณเฉพาะที่และภายในชั้นหนังกำพร้า สัญญาณที่ได้จากบริเวณเฉพาะที่นี้จะยับยั้งกระบวนการสร้างเซลล์ใหม่ ทำให้เซลล์ McSC มีแนวโน้มเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอก
นิชิมูระ ได้เผยว่า เซลล์ต้นกำเนิดกลุ่มเดียวกันนี้จะถูกกำหนดชะตาที่แตกต่างกันตามความเครียดและสัญญาณจากสิ่งแวดล้อม หรือถ้าพูดง่ายๆก็คือ “สูญเสียความสามารถในการงอกใหม่จนผมขาว” หรือ “เพิ่มจำนวนเเบบควบคุมไม่ได้จนกลายเป็นเนื้องอก” เเละที่สำคัญ การศึกษานี้ไม่ได้ชี้ให้เห็นว่าผมหงอกสามารถป้องกันมะเร็งได้ แต่ชี้ให้เห็นว่าตามปกติแล้ว เซลล์ต้นกำเนิดในรูขุมขนจะเคลื่อนที่ไปมาระหว่างรูขุมขนเพื่อรักษาระดับเม็ดสี แต่หากความสามารถในการเคลื่อนที่นี้สูญเสียหรือเสียหาย ปรากฏการณ์ผมหงอกก็จะเกิดขึ้น
ผลการศึกษาสรุปว่าผมหงอกอาจเป็นราคาที่ร่างกายต้องจ่ายเพื่อรักษาสุขภาพในระยะยาว กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ “ผมหงอกไม่เพียงแต่เป็นสัญญาณของความชราเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้กับมะเร็งและการรักษาเสถียรภาพของเนื้อเยื่อของร่างกายอีกด้วย
ซึ่ง อีจัน ได้โทรสัมภาษณ์ หมอหมู วีระศักดิ์ จรัสชัยศรี เกี่ยวกับเรื่องนี้ ระบุว่า……

ในข้อมูลดังกล่าวอาจเป็นการดูเฉพาะจุดเเต่มาตีความในมุมกว้างก็อาจจะสร้างความเข้าใจผิดได้ ซึ่งในเรื่องนี้มีการพูดถึงเกี่ยวกับเซล์ลของร่างกายที่ยู่ในรูขุมขน ซึ่งในเซลล์ตัวนี้มันจะมีต้นกำเนิดเม็ดสีอยู่ ซึ่งถ้าในภาวะปกติ เส้นผมของเราก็จะเป็นสีดำ ซึ่งถ้าเกิดว่ามันมีความเปลี่ยนเเปลง ในระดับ DNA ซึ่งอาขทำให้เกิดการกลายพันธ์ุ เเล้วมันก็อาจจะเกิดเป็นเซลล์มะเร็ง ที่ต้องเน้นว่า เป็นมะเร็งผิวหนังอย่างเดียวเท่านั้น เเละถ้าเป็นเเบบนั้นมันจะมีการหยุดยั้งเซลล์นั้น ซึ่งวิธีการหยุดยั้งเซลล์นั้น มันก็คือการทำให้เม็ดสีมันเปลี่ยนเเปลงไป หรือเรียกว่ามันหยุดการทำงานไปเลย พอหยุดการทำงานมันก็เลยเป็นผมขาว ซึ่งทั้งหมดนี้มันเป็นกระบวนการปกติของร่างกายเพื่อจะทำให้เซลล์ที่มันเกิดการกลายพันธุ์มันตายไปมันก็เลยเป็นการป้องกัน
เเต่ถ้าเกิดว่าคนที่เขาเป็นมะเร็งผิวหนัง ซึ่งมีข้อมูลว่าไปตากเเดด หรือรับเเสง UV เยอะ พวกนี้มันก็จะไปยับยั้งขบวนการปกติ ซึ่งพอเกิดการยับยั้งเเล้วมันก็ทำให้ไม่เกิดกระบวนการนี้ โดยเซลล์ที่มี DNA ที่เกิดการเปลี่ยนเเปลงมันก็จะก่อตัวต่อเเล้วมันก็จะส่งผลให้กลายเป็นมะเร็งผิวหนังได้
ซึ่งคุณหมอได้บอกว่า เรื่องนี้เราควรสโคปว่า คนปกติเลยพวกเม็ดสีพวกนี้ เซลล์ต้นกำเนิดของมันเนี้ย ถ้าเกิดว่ามันมีความเปลี่ยนเเปลงที่มีลักษณะกลายพันธ์ุ กลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ ซึ่งมันจะมีวิธีการหยุด DNA ตรงนั้นด้วยการทำให้เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดสีที่ยังไม่ทำงาน หยุดไปก็เลยกลายเป็นผมขาว ก็เลยสื่อว่า ผมขาว กำลังมีส่วนของเซลล์มะเร็งเเละต้องเป็นเซลล์มะเร็งผิวหนังเเบบที่บอกไเเละต้องเป็นมะเร็งผิวหนังที่เกี่ยวข้องกับเม็ดสี เเล้วก็โยงต่อว่าถ้าเราไปโดนเเสงเเดด หรือไปโดนรังสี UV มาก มันจะไปทำลายขบวนการปกติ มันก็ทำให้เกิดเซลล์มะเร็งที่ก่อตัวขึ้น เเละมันจะไม่กลายเป็นผมขาวล่ะ มันจะกลายเป็นมะเร็งเลย
ซึ่งมะเร็งที่พูดถึง ผมขาวเป็นตัวสื่อเฉยๆในมุมมองที่สื่อเขียนเเต่ในความเป็นจริงคือ มันเป็นกระบวนการปกติของร่างกาย์ ถ้าเกิดว่ามันมีเซลล์ที่เกิดความผิดปกติในระดับ DNA ซึ่งมีโอกาสก่อให้เกิดการกลายพันธุ์เป็นมะเร็งได้เนี้ย มันจะไปหยุดยั้งซึ่งการหยุดยั้งเนี้ยมันเป็นมะเร็งเม็ดสี มันก็เลยทำให้เกิดเป็นผมขาว เพราะฉะนั้นการที่เกิดผมขาวจึงเป็นการป้องกันเซลล์ของร่างกาย
เพราะฉะนั้นการเป็นผมขาวอาจกำลังอยู่ในช่วงต่อสู้ กับเซลล์มะเร็งที่กำลังจะเกิด ร่างกายกำลังต่อสู้มันก็เลยเป็นการหยุดยั้งการทำงานของเม็ดสีเเละต้องเป็นมะเร็งชนิดเม็ดสีด้วยนะ การทำงานตรงนั้นมันเลยจะไปช่วยหยุดยั้งการเพิ่มจำนวนของเซลล์ที่กำลังจะกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งได้ มันก็เลยเป็นผมขาว เเสดงว่าคนนั้นมีความเสี่ยงเเล้ว หรืออยู่ในภาวะกำลังต่อสู้อยู่ เเต่ถ้าเกิดตากเเดดมากๆ หรือรับเเสง UV เยอะๆ ปรากฏการณ์ตรงนี้จะไม่เกิด เเล้วจะทำให้เป็นมะเร็งผิวหนังชนิดเม็ดสีได้ เเต่ผมก็อาจไม่ขาวก็ได้
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นในช่วงอายุวัยกลางคน ไม่หนุ่มสาวเเละไม่วัยชรา เเละข้อสังเกตง่ายๆที่คาดว่าน่าจะเป็นโรค ก็คือ เกิดผมขาวขึ้นมาเยอะกว่าครึ่ง ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เป็นคนผมสีดำ อันนี้ผิดปกติ เเต่ถ้าเรานับเป็นจำนวนเส้นได้ อันนี้เป็นปฏิกิริยาของร่างกาย
อย่างไรก็ตามเรื่องการเกิดผมขาว ก็เป็นปฏิกิริยาของร่างกายทั่วไปที่จะเกิดขึ้นได้ เเต่ถ้าผมขาวขึ้นมากผิดปกติ ทั้งที่ยังไม่ถึงวัย อันนี้ควรไปตรวจนะคะ
ที่มา: เว็บไซต์ญี่ปุ่น : https://www.ims.u-tokyo.ac.jp/imsut/jp/about/press/page_00356.html ,