“แบงก์พาณิชย์” ช่วยแก้หนี้รายย่อย ร่วมโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้”
ต้นกุมภาฯ อีจัน
11 พฤศจิกายน 2568

วันนี้ (11 พ.ย.68) นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ธนาคารกรุงเทพ ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยโครงการแก้ไขปัญหาหนี้เสียผ่านกลไกการซื้อหนี้รายย่อยของบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจให้สามารถกลับมาตั้งหลักทางการเงินได้อีกครั้ง
ในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยเผชิญกับภาวะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะหนี้ไม่มีหลักประกัน ซึ่งกลายเป็นภาระหนักของครัวเรือนจำนวนวนมาก ลูกหนี้จำนวนไม่น้อยไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด มีทั้งที่มีเจ้าหนี้รายเดียวและมีเจ้าหนี้หลายราย ทั้งที่มีและที่ไม่มีข้อมูลอยู่ในระบบศูนย์ข้อมูลของเครดิตบูโร ถูกจำกัดโอกาสทางเศรษฐกิจ และไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อใหม่ได้ ซึ่งสถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนเท่านั้นแต่ยังส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโดยรวมด้วย
สมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิก ตระหนักดีว่า การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน ไม่ใช่เพียงภารกิจของสถาบันการเงินใดสถาบันหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมกันของทั้งประเทศ สอดคล้องกับแนวทางการทำงานของ “Reinvent Thailand” จึงได้ร่วมมือกับรัฐบาล กระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ฯ และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อผลักดันมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ที่มุ่งรักษาบ้านและรถซึ่งเป็ นปัจจัยพืื้นฐานในการดำรงชีพ มาจนถึงวันนี้ที่เราพร้อมขยายความช่วยเหลือ สู่ลูกหนี้ไม่มีหลักประกัน ผ่านกลไก AMC
โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายชัดเจน คือ ช่วยลูกหนี้ที่ยังมีศักยภาพและตั้งใจชำระหนี้ให้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ลดภาระหนี้ ปรับประวัติในเครดิตบูโรให้ดีขึ้น และเปิดทางให้สามารถกลับเข้าสู่สินเชื่อในระบบได้ในอนาคต ตามแนวทาง Responsible Lending และ Market Conduct อย่างครอบคลุม ทั่วถึง และเท่าเทียม
โดยแหล่งเงินทุนของโครงการนี้มาจากเงินส่วนที่เหลือจากโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” และเงินลงทุนของ AMC เอง ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการ “รวมพลังภาครัฐและเอกชน” เพื่อสร้างกลไกแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม ไม่สร้างภาระต่อระบบการเงิน และที่สำคัญไม่ก่อให้เกิด moral hazard ต่อระบบในระยะยาว
สำหรับในระยะแรก โครงการนี้จะดำเนินการในส่วนของลูกหนี้ธนาคารพาณิชย์ บริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ที่เป็ นสมาชิก NCB และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) และคาดหวังว่าในระยะถัดไปจะพิจารณาขยายไปยังลูกหนี้ที่อยู่กับบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ที่ในปัจจุบันยังไม่เป็นสมาชิก NCB ตลอดจนลูกหนี้ที่อยู่กับ Non-bank อื่น เพื่อให้การช่วยเหลือครอบคลุมมากขึ้นต่อไป
การดำเนินงานดังกล่าว ยังสอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนของสมาคมธนาคารไทย ที่มุ่งสร้างระบบการเงินที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ภายใต้หลักการ 5 ข้อ ได้แก่
1. Healthy Borrowing – ส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ทางการเงินและกู้ยืมอย่างเหมาะสม
2. Open Competition – สนับสนุนการแข่งขันเสรีที่เป็ นธรรม
3. Level Playing Field – ทุกผู้ให้บริการสินเชื่ออยู่บนกติกาที่เท่าเทียม
4. Fairness – ระบบดอกเบี้ยสะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริง
5. Inclusiveness – ทุกฝ่ายร่วมรับผิดชอบและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
สมาคมธนาคารไทยและธนาคารสมาชิก พร้อมสนับสนุนโครงการนี้อย่างเต็มที่ และจะร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้การช่วยเหลือลูกหนี้เกิดผลจริง และให้เพียงพอในการสนับสนุนและรองรับกับมาตรการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะถัดไป ทั้งมิติของการมีสวัสดิการพื้นฐานที่จำเป็นต่อครัวเรือนและการปฏิรูปด้านอื่นๆ โดยเฉพาะการยกระดับทักษะ (Up & Re-skill)
และการรับรองระดับฝีมือแรงงาน เพื่อนำไปสู่รายได้ที่สูงขึ้น การยกระดับฐานข้อมูลหนี้สินทั้งทั้งในและนอกระบบให้ครบถ้วน และการส่งเสริมการก่อหนี้ที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในระดับที่เหมาะสมกับรายได้ เพื่อให้ลูกหนี้สามารถฟื้นตัวได้อย่างมีศักยภาพทำให้คนไทยหลุดพ้นจากวงจรหนี้ เข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียม และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
“ในนามของสมาคมธนาคารไทย ผมขอขอบคุณรัฐบาล กระทรวงการคลัง ธปท. และทุกสถาบันการเงินที่ได้ร่วมแรงร่วมใจ ผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้นนี่คือ “พลังแห่งความร่วมมือ” ช่วยสร้างเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งและสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับประชาชนทุกคน”