สคบ. ออกประกาศคุมเข้ม! คลินิกความงามเอาเปรียบผู้บริโภค
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
15 กันยายน 2568

วันนี้ (15 ก.ย. 2568) นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า สคบ. ได้เร่งดำเนินการออกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจควบคุมสัญญาพร้อมบังคับใช้สัญญามาตรฐาน ที่ผู้ประกอบธุรกิจทุกแห่งต้องยึดถือปฏิบัติ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภค และยกระดับมาตรฐานธุรกิจเสริมความงามให้โปร่งใสและเป็นธรรม
ทั้งนี้การประกอบธุรกิจดังกล่าวจะมีข้อตกลงกับผู้บริโภคในการเข้ารับบริการอย่างต่อเนื่องตามจำนวนครั้งหรือภายในระยะเวลา ที่กำหนด ด้วยวิธีการนวด สปา วิธีอื่นใดเพื่อความสะอาด ความสวยงาม การปกป้อง ดูแล ผิวหน้า ผิวกาย ผิวพรรณ การควบคุมการลดน้ำหนัก การดูแลสัดส่วนของร่างกาย รวมถึงการให้บริการเสริมความงามผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์
โดยมีประเด็นที่เป็นสาระสำคัญ ดังนี้
1.สิทธิบอกเลิกสัญญาภายใน 7 วัน หากยังไม่ได้ใช้บริการ ผู้บริโภคสามารถยกเลิกสัญญา ได้โดยไม่มีเงื่อนไข และผู้ประกอบธุรกิจต้องคืนเงินเต็มจำนวน
2. สิทธิในการขอคืนเงินตามสัดส่วน หากผู้ประกอบธุรกิจ ปิดกิจการ ปิดปรับปรุง หรือย้ายสถานที่ ซึ่งผู้บริโภคไม่สามารถใช้บริการที่อื่น หรือสาขาอื่นได้ หรือมีหลักฐานการรับรองการเจ็บป่วยจากแพทย์ หากใช้บริการเสริมความงามอาจเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายต่อสุขภาพหรือร่างกาย การโอนสิทธิในการใช้บริการไปยังบุคคลภายนอกโดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้บริโภค ตลอดจนไม่สามารถให้บริการได้ตามสัญญา การบริการล่าช้าเกินสมควร ให้บริการที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคและไม่สามารถแก้ไขการให้บริการนั้นได้ภายใน 7 วันนับแต่วันที่รับแจ้ง ให้ผู้ประกอบธุรกิจคืนเงินตามสัดส่วนที่ผู้บริโภคยังไม่ได้เข้าไปใช้บริการ
3.กำหนดระยะเวลาคืนเงินชัดเจน กรณีชำระคืนเป็นเงินสดหรือเงินโอน หรือเช็ค มีกำหนดระยะเวลาภายใน 15 วัน หรือกรณีชำระคืนผ่านบัตรเครดิต มีกำหนดภายใน 45 วัน นับแต่มีการบอกเลิกสัญญา
ทั้งนี้ การออกประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา และกำหนดแบบสัญญามาตรฐานสัญญาให้บริการเสริมความงาม เพื่อสร้างมาตรฐาน ความเป็นธรรม ความเป็นกลางและคุ้มครองผู้บริโภคจากข้อสัญญาที่เอาเปรียบ หากผู้บริโภคเผชิญปัญหา อย่ารู้สึกว่าต้องต่อสู้เพียงลำพัง สคบ. พร้อมจะเป็นที่พึ่งให้กับผู้บริโภค
นายรณรงค์ กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันการใช้บริการเสริมความงามกำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย รวมถึงการให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ และสคบ. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมากว่าถูกผู้ประกอบธุรกิจบางรายเอาเปรียบผ่านสัญญาสำเร็จรูปและการขายคอร์สที่ไม่เป็นธรรม
โดยที่ผ่านมา สคบ. พบว่า กรณีร้องเรียนที่พบมาก ได้แก่ การกำหนดเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรมในสัญญา เช่น สิทธิในการเลิกสัญญา การริบเงินหรือปฎิเสธการคืนเงิน ห้ามโอนสิทธิให้ผู้อื่นใช้บริการได้ หรือการริบเงินค่าบริการทั้งหมดหากผู้บริโภคไม่สามารถเข้าใช้บริการได้ภายในระยะเวลาที่ตามกำหนด นอกจากนี้ยังพบข้อสัญญาที่ระบุว่า ผู้ใช้บริการจะไม่สามารถเรียกร้องความรับผิดจากบริษัทหรือบุคลากรทางการแพทย์ได้ หากเกิดอาการเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บจากการใช้บริการ ถือเป็นเงื่อนไขที่เอาเปรียบและสร้างความเสียหาย
แก่ผู้บริโภคโดยตรง
“อีกหนึ่งปัญหาที่น่ากังวล คือ พฤติกรรมการขายเชิงกดดันของพนักงานบางราย ที่ชักชวน หว่านล้อม และเร่งรัดให้ตัดสินใจทันที ทำให้ผู้บริโภคหลายคนต้องจ่ายเงินจำนวนมากโดยไม่ได้ไตร่ตรองรายละเอียดของสัญญาให้รอบคอบ” นายรณรงค์ กล่าว
สำหรับผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการใช้สินค้าและบริการ สามารถขอคำปรึกษาได้ที่สายด่วน 1166 ร้องเรียนผ่านแอปพลิเคชัน OCPB Connect หรือ เว็บไซต์ www.ocpb.go.th และสามารถยื่นเรื่องร้องเรียนได้ที่คณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัด ทุกจังหวัดหรือตามองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใกล้บ้าน รวมถึงเมืองพัทยาและสำนักงานเขตทุกแห่งในกรุงเทพมหานคร ตลอดจนช่องทางการร้องทุกข์ ผ่านระบบ Traffy Fondue (ทราฟฟี่ ฟองดูว์) เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก รวดเร็ว ไม่เพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้กับผู้บริโภค