มูลนิธิหยุดพนัน ติง ร่าง พ.ร.บ.กาสิโน ช่องโหว่เพียบ หวั่น เอื้อประโยชน์นายทุน

พิพรรธ ไทยเล็ก (เล็ก อีจัน)

พิพรรธ ไทยเล็ก (เล็ก อีจัน)

12 มีนาคม 2568

มูลนิธิหยุดพนัน ติง ร่าง พ.ร.บ.กาสิโน ช่องโหว่เพียบ หวั่น เอื้อประโยชน์นายทุน

ทุกคนคงทราบกันแล้วว่า ร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือ ร่างพ.ร.บ.เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ และการแก้ไขพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ.2478 นั้น ตอนนี้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี หากผ่านพ้นขั้นตอนนี้ไปได้ ก็จะมีการประกาศใช้ในอนาคต ซึ่งหน่วยงานที่แสดงความกังวลอย่างมาก กับร่างพ.ร.บ.นี้ คือ มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน ที่ได้ตั้งโต๊ะแถลงข่าว ตั้งคำถามถึง ร่างพ.ร.บ.แฝด ทั้ง 2 ร่างนี้ ว่ามีช่องโหว่และข้อกังวลอะไรต่อสังคมบ้าง

นายธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน ได้ออกมาแสดงจุดยืน สะท้อนไปถึงรัฐบาล ต่อนโนบาย เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ในการแถลงข่าว หัวข้อ “ผ่า” ร่าง พ.ร.บ. เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์-พนันออนไลน์ โดยกล่าวว่า เกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.ทั้งสองนี้ ทางมูลนิธิไม่ได้ค้านหัวชนฝา แต่ก็มีข้อสังเกตุว่า วิธีการเขียนกฏหมายนี้ มันดูหลวมๆ สอดคล้องกับการที่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เคยบอกว่า การออกกฏหมายในพ.ร.บ.นี้ จะมีการผ่อนปรนในการบังคับใช้กฏหมายที่เกี่ยวข้องอย่างมาก ทำให้ทางมูลนิธิมองว่า มันทำให้ข้อกฏหมายต่างๆดูหละหลวม อีกทั้งยังมีข้อความในพ.ร.บ. ที่ระบุถึงการยกดุลพินิจให้ผู้บังคับใช้กฏหมาย หรือ ผู้มีอำนาจ มากจนเกินไป ซึ่งมองว่า อาจจะทำให้เกิดช่องว่างให้เกิดการคอรัปชั่นได้

“กฏหมายนี้ออกมาพร้อมกัน 2 ฉบับ ผมเปรียบเป็นการปล่อยผี ในเรื่องของพ.ร.บ.การพนัน ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เมื่อมีการเพิ่มเติมข้อฏหมาย เพื่อยกดุลพินิจให้เจ้าพนักงาน นั่นหมายถึง กระทรวงมหาดไทย และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จะเป็นผู้ถืออำนาจนี้ แต่ไม่ว่าใครจะถือ โอกาสในการเกิดการคอรัปชั่น เพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ใดๆ ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ จากการตัดสินโดยดุลพินิจแบบนี้”

ในเรื่องของพ.ร.บ.พนันออนไลน์ ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม ด้วยการเพิ่มคำว่าพนันออนไลน์เข้าไป และให้ดุลพินิจเต็มที่กับเจ้าพนักงานที่มีอำนาจ ในการอนุญาตให้มีการจัดการพนัน ตามบัญชี ก. และ บัญชี ข. ขึ้นมาได้ เมื่อระเบียบตรงนี้มันหลวม โอกาสที่ ผีพนันออนไลน์ ก็จะโผล่ขึ้นมาได้ง่ายขึ้น ทั้งการพนันเดิมที่โลกเรามีอยู่แล้ว ไปจนถึงการพนันรูปแบบใหม่ๆ ยิ่งในบริบทของประเทศไทย อาจจะมีการเปิดรับการพนันรูปแบบใหม่ๆแปลกๆจากวัฒนธรรมต่างประเทศเข้ามาได้เยอะขึ้น

นอกจากนี้ เมื่อระเบียบและข้อกำหนดของการควบคุมการพนัน มีความหละหลวมในการควบคุมระบบของเว็บพนันออนไลน์นั้น ยังจะเป็นการเปิดโอกาสให้มิจฉาชีพ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือกลุ่มนักหลอกลวงต่างๆ เข้ามาใช้ฐานข้อมูลจากเว็บพนันเหล่านี้ ในการหลอกลวงและสร้างความเสียหายให้คนไทย และเศรษฐกิจไทย ในทางอ้อม นอกเหนือจากการเข้าไปเล่นการพนันโดยตรง

นี่เป็นหนึ่งสิ่งที่ทางมูลนิธิกังวล เพราะการวางข้อกฏหมายและข้อกำหนด กฏระเบียบต่างๆในพ.ร.บ. ที่ยังไม่รัดกุม การบังคับใช้กฏหมายยังไม่เข้มงวดพอ อาจจะทำให้สิ่งเหล่านี้หลุดรอดเข้ามา และทำร้ายประเทศไทยได้ เหมือนเช่นหลายๆประเทศเคยประสบมา

“ทางมูลนิธิฯไม่ได้ค้านการแก้ เห็นควรว่าควรแก้ เพราะพ.ร.บ.การพนัน เขียนมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2478 ผ่านมา 90 ปีแล้ว แต่การวางกฏหมายและแก้ไขกฏระเบียบ ต้องรัดกุมและเข้มงวด มีการตีกรอบการใช้พ.ร.บ.นี้ให้ชัดเจน และปลอดภัยกับประเทศชาติมากกว่านี้”

ขณะที่ พ.ร.บ. เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์นั้น ทางมูลนิธิก็มองว่า ยังมีช่องโหว่มากมาย ที่อาจจะทำให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ ในระดับประเทศ และอาจจะนัยยะในการแอบแฝง เปิดเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์บังหน้า และซุกซ่อน กาสิโน เอาไว้ข้างใต้ เพราะเนื้อหาของ พ.ร.บ.ส่วนใหญ่ พูดถึงกาสิโนมากกว่าเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์

ซึ่งใน พ.ร.บ.นี้ ยังมีระบุถึงข้อกำหนดในการเปิด เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ชัดเจนว่า ต้องมี 1 กาสิโน เป็นตัวยืน ร่วมกับอีก 4 กิจการ ซึ่งไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นกิจการอะไร ความบันเทิงแบบไหน รวมทั้งความไม่ชัดเจนในการกำหนดรูปแบบของกิจการที่จะมาเปิดในพื้นที่ดังกล่าวได้ ไม่ชัดเจนเรื่องขนาดสถานที่ จำนวนสถานบันเทิง ไปจนถึงเรื่องของการกำหนดอัตราภาษี ค่าใช้จ่ายในการขอใบอนุญาต ซึ่งอาจจะทำให้กลุ่มทุนต่างชาติ สามารถเข้ามาประมูลพื้นที่ได้ โดยที่ตัวบทกฏหมายยังไม่ชัดเจน

นอกจากนี้ นายธนากร ยังตั้งข้อสังเกตุเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ ซุปเปอร์บอร์ด ที่มีอำนาจหน้าที่ในการเขียนข้อกำหนดต่างๆของ เอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ซึ่งมีการเปิดให้อดีตผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรืออดีตกลุ่มทุนใดๆก็ตาม สามารถเข้ามาเป็นซุปเปอร์บอร์ดได้ ซึ่งทำให้ทางมูลนิธิฯ มีข้อกังวลว่า จะเสี่ยงกับการใช้อำนาจหน้าที่ เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มคนบางกลุ่มหรือไม่

อีกเรื่องที่ทางมูลนิธิตั้งคำถาม เกี่ยวกับมาตรา 71 ในพ.ร.บ.นี้ ที่ระบุไว้ว่า “ผู้รับใบอนุญาตอาจจัดให้มีการดำเนินธุรกิจอื่นที่เป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าไปในกาสิโนได้” นั่นอาจจะทำให้เกิดกิจการในลักษณะคล้ายกับ “จังเก็ต” ที่เป็นธุรกิจที่จะมีคนคอยอำนวยความสะดวกให้กับนักพนัน ลักษณะคล้ายนายหน้าที่รับรองแขกวีไอพี ตั้งแต่ขั้นตอนการของตั๋วเดินทาง จองโรงแรม ไปจนถึงการรับฝากเงินของลูกค้า ในรูปแบบบริษัท ซึ่งเล่าง่ายๆก็คือว่า ลูกค้า วีไอพี เหล่านั้น แทบไม่ต้องถือเงินเข้ามาในประเทศ แค่เอาเงินไปฝากที่บริษัทที่ทำธุรกิจจังเก็ตนี้ก็พอ นั่นทำให้เกิดข้อกังวลว่า อาจจะทำให้เกิดระบบของการฟอกเงิน ผ่านธุรกิจจังเก็ตนี้ได้ เช่นเดียวกับที่เคยเกิดในหลายๆประเทศ ไม่เว้นแม้แต่ ในประเทศอย่างจีนและมาเก๊า

เมื่อมีข้อสังเกตุเข้ามาแบบนี้ ต้องรอดูว่า รัฐบาลและฝ่ายกฏหมายที่ร่าง พ.ร.บ.นี้ จะว่าอย่างไรกันบ้าง ติดตามกันต่อไปครับ