คาด “คนละครึ่งพลัสเฟส 2” ใช้งบฯ 4 หมื่นล้าน เท่าเฟสแรก “ภราดร” ยืนยัน ม.ค. 69 ได้ใช้แน่!
วินทร์ กุมภเศรษฐ์
19 พฤศจิกายน 2568

วันนี้ (19 พ.ย. 68) นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดทำโครงการคนละครึ่งเฟส 2 ของรัฐบาล ว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ได้รายงานให้รัฐบาลทราบว่าโครงการจะเริ่มต้นได้ในเดือน ม.ค. 2569 โดยคาดว่าจะเริ่มสำรวจและจัดทำรายละเอียดโครงการในช่วงเดือน ธ.ค. นี้ รวมถึงวงเงินว่าจะใช้เท่าไหร่
ทั้งนี้แหล่งที่มาของงบประมาณคนละครึ่งเฟส 2 จะมาจาก 2 ส่วนคือจากงบกลางรายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วน พ.ศ. 2569 ที่คงเหลืออยู่ประมาณ 7 หมื่นล้านบาท โดยจะสามารถจัดสรรนำมาทำงบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้บางส่วน ขณะที่งบประมาณอีกส่วนจะมาจากเงินคงเหลือของโครงการคนละครึ่งเฟส 1 ซึ่งคงเหลือประมาณ 6,000 ล้านบาท ซึ่งวงเงินส่วนนี้นำไปใช้แล้วในคนละครึ่งพลัสเฟส 1.5 ประมาณ 800 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนร้านค้าออนไลน์ ในการอัปสกิล-รีสกิล สูงสุดไม่เกิน 2,000 บาทต่อราย ทำให้มีเงินเหลือ ประมาณ 5,000 กว่าล้านบาท ซึ่งจะนำไปรวมกับเฟสใหม่ที่จะอนุมัติเพิ่ม

นายภราดร กล่าวด้วยว่า โครงการคนละครึ่งพลัส เฟสแรก ใช้วงเงินประมาณ 40,000 กว่าล้านบาท ส่วนเฟสที่ 2 เบื้องต้นคาดว่าขนาดโครงการจะมีความใกล้เคียงกัน แต่ทั้งนี้ต้องรอดูความเป็นไปได้ และตัวเลขชัดเจนอีกครั้ง
“ตอนนี้มีงบกลางอยู่ที่ 70,000 ล้านบาท คงอาจไม่ได้ใช้ทั้งหมด คงใช้บางส่วน ต้องดูว่าในเฟสแรกมีผู้ที่มาใช้ทั้ง 20 ล้านคนเหลือเงินเท่าไหร่ ซึ่งจะเห็นอยู่บางส่วนแล้ว เช่น คนที่ลงทะเบียนแล้วไม่ได้ใช้จ่ายครั้งแรกภายในวันที่ 11 พ.ย. ที่ผ่านมา น่าจะเหลือประมาณ 6,000 ล้านบาท เมื่อหักเงินที่นำไปใช้โครงการคนละครึ่งพลัส 1.5 ก็จะทำให้มีเงินเหลือ 5,000 กว่าล้านบาท ที่จะนำมาใช้ในเฟสที่ 2 ต่อไป” นายภราดร กล่าว
อย่างไรก็ดี งบประมาณเยียวยาน้ำท่วมได้อนุมัติไปก่อนหน้านี้แล้วประมาณ 6,000 กว่าล้านบาท ซึ่งการอนุมัติตามระเบียบใหม่ ยังอยู่ในวงเงินที่อนุมัติไปก่อนหน้านี้แล้ว ดังนั้นมั่นใจว่าการใช้งบประมาณในโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่จะไม่กระทบกับงบกลางในส่วนที่เหลือ
ส่วนงบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อนุมัติโดยรัฐบาลชุดที่แล้ว 157,000 ล้านบาท ปัจจุบันใช้ไปแล้ว 1.1 แสนล้านบาท โดยพยายามเร่งรัดให้หน่วยงานที่ได้รับการจัดสรรไปเร่งรัดการดำเนินการให้เร็วที่สุด เพราะเป็นงบกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด ส่วนรัฐบาลชุดนี้มีหน้าที่พยายามผลักดันให้เกิดการหมุนเวียนของเศรษฐกิจให้เร็วที่สุด