แบงก์หนืดปล่อยกู้ กดยอดสินเชื่อใหม่ทรุด หดตัว 6 ไตรมาสติดต่อกัน
ต้นกุมภาฯ อีจัน
17 กุมภาพันธ์ 2569

วันนี้ (17 ก.พ.69) นายสมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดยมีเงินกองทุน เงินสำรอง และสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง สินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ (รวมเครือ) ไตรมาส 4 ปี 2568 โดยรวมหดตัวใกล้เคียงไตรมาสก่อนอยู่ที่ 1.1% จากระยะเดียวกันปีก่อน หดตัวต่อเนื่อง 6 ไตรมาส จากสินเชื่อธุรกิจ SMEs ที่หดตัวต่อเนื่อง โดยสินเชื่อธุรกิจ SMEs หดตัว -4.1% ซึ่งเป็นการหดตัวต่อเนื่อง 14 ไตรมาส ขณะที่สินเชื่อธุรกิจรายใหญ่หดตัวเล็กน้อยที่ -0.2%
สินเชื่อกลุ่มครัวเรือนรายย่อย หรือสินเชื่ออุปโภคบริโภคปรับตัวดีขึ้นบ้าง โดยหลักๆมาจากสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ขยายตัว 0.7% และสินเชื่อเช่าซื้ออื่นๆ ที่แม้ว่าจะยังหดตัว -8.2% แต่ดีกว่าไตรมาสก่อนที่หดตัว -9.8% ส่วนสินเชื่อส่วนบุคคลกลับมาขยายตัวที่ 0.3% จากที่ติดลบเล็กน้อยหรือหดตัว -0.1% ในไตรมาสก่อน และสินเชื่อบัตรเครดิตหดตัว -1.7% จากไตรมาสก่อนที่หดตัว -1.5%
“จากสินเชื่อธุรกิจ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่หดตัวต่อเนื่อง ตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่หดตัวเล็กน้อย ส่วนหนึ่งจากความต้องการสินเชื่อที่ลดลงตามภาวะเศรษฐกิจ”

คุณภาพสินเชื่อ NPL (Stage 3) ไตรมาส 4 ปี 2568 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 5.36 แสนล้านบาท จากการชำระคืนหนี้ และการบริหารจัดการคุณภาพสินเชื่อ ส่งผลให้สัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวม ปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.84% สำหรับ สินเชื่อ Stage 2 ปรับลดลง มาอยู่ที่ 7.07% จากการชำระคืนหนี้ได้ตามเงื่อนไขการปรับโครงสร้างหนี้เป็นสำคัญ นอกจากนี้ ธนาคารพาณิชย์ยังให้ความช่วยเหลือลูกหนี้อย่างต่อเนื่อง
“สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ของธนาคารพาณิชย์ปรับลดลงจากระยะเดียวกันปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ปรับลดลง ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้”
ซึ่งสอดคล้องกับการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการปรับลดตามมาตรการคุณสู้ เราช่วย เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ นอกจากนี้ ยังเป็นผลจากการหดตัวของสินเชื่อทั้งจากความต้องการสินเชื่อที่ชะลอลง และความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ที่ยังอยู่ในระดับสูงตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ทั้งนี้ มาตรการทางการเงินเฉพาะจุด มีส่วนช่วยบรรเทาภาระหนี้ให้กับภาคธุรกิจ และครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง โดยสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ไตรมาส 3 ปี 2568 อยู่ที่ระดับ 86.8% ต่อ GDP ทรงตัวจากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่สินเชื่อภาคครัวเรือนหดตัวใกล้เคียงเดิม

นายสุโชติ เปี่ยมชล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบแบบจำลองและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ผลประกอบการของระบบธนาคารพาณิชย์ในปี 2568 มีกำไรสุทธิรวมประมาณ 5 แสนล้านบาท ซึ่งปรับลดลงจากปี 2567 และลดลงต่อเนื่องในไตรมาสที่ 4
โดยปัจจัยสำคัญที่ฉุดกำไรคือ รายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่หายไป เนื่องจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ส่งผ่านไปยังลูกหนี้ และการดำเนินมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงิน ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับลดลงจาก 2.66% มาอยู่ที่ 2.54%
ขณะที่อัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) ในไตรมาส 4 ปรับลดลงต่ำกว่า 1% มาอยู่ที่ 0.94% อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังมีกำไรจากการตีมูลค่าพอร์ตการลงทุน (Mark to Market) ตามทิศทางดอกเบี้ยที่ลดลง และรายได้จากค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตและธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงินมาช่วยพยุงไว้บางส่วน
“สำหรับแนวโน้มปี 2569 ธปท. คาดการณ์ว่าสินเชื่อจะเริ่มกลับมาขยายตัวได้เล็กน้อยประมาณ 1.6% – 2% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ในระยะต่อไป ยังต้องติดตามภาวะการเงินที่ตึงตัวต่อเนื่อง และความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้ SMEs และครัวเรือนในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ และไม่ทั่วถึง ประกอบกับปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งส่งผลให้รายได้มีแนวโน้มชะลอลง”