ธปท. ดัน “AMC” ลุยแก้หนี้ต่ำ 1 แสน อุ้มลูกหนี้ 2 ล้านราย
น้ำฝน อีจัน
10 ตุลาคม 2568

วันนี้ (10 ต.ค.68) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงมาตรการแก้หนี้ครัวเรือนผ่านกลไกบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ความคืบหน้าล่าสุด หารือร่วมกับกระทรวงการคลัง สมาคมธนาคารไทย โดยให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) เป็น AMC กลาง เพื่อเดินหน้าโครงการแก้หนี้ และรับซื้อของประชาชนจากสถาบันการเงิน
นายวิทัยกล่าวว่า AMC เป็นแนวคิดที่ทำมาสักพัก หลังจากประชุมร่วมกันแล้ว 2 ครั้ง เบื้องต้นคาดว่าจะดำเนินมาตรการก่อน เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่มีหนี้รายย่อยต่ำกว่า 100,000 บาท ซึ่งมีอยู่ในระบบราว 2-3 ล้านราย สำหรับรูปแบบในรายละเอียดยังอยู่ระหว่างการหารือเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน
โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.ธนาคารพาณิชย์ ราว 7 แสนราย 2.ผู้ให้บริการด้านการเงินที่เป็นบริษัทลูกของธนาคารพาณิชย์ ราว 8 แสนราย 3.ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ราว 8 แสนราย ส่วนที่เหลือจาก 3 กลุ่มนั้น จะช่วยเหลือลูกหนี้ภายใต้สถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (นอนแบงก์) ซึ่งจะดำเนินการในระยะถัดไป
สำหรับเงินทุนที่จะใช้ในการซื้อหนี้เสียครั้งนี้ มาจากเงินที่เหลือจากการดำเนินโครงการคุณสู้ เราช่วย ที่ปิดโครงการไปเมื่อ 30 ก.ย.68 โดยเป็นเงินที่ธนาคารพาณิชย์ ได้ส่งให้กับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ภายหลังการปรับลดอัตรานำส่งของสถาบันการเงินชั่วคราวจาก 0.46% เหลือ 0.23% ซึ่งอัตรานำส่งอีก 0.23% ธนาคารพาณิชย์ได้นำเงินส่วนนี้ไว้เพื่อดำเนินมาตรการ Social AMC ผ่าน SAM ซึ่งยังไม่ระบุจำนวนเงินชัดเจน
“ภายในสิ้น ต.ค.นี้ การพูดคุยจะจบลง แต่เรื่องนี้ไม่ง่าย เพราะยังมีหลายประเด็นและหลายหน่วยงานที่ต้องพูดคุยกัน แต่เชื่อว่ามาตรการนี้ช่วยเหลือคนได้อย่างน้อย 2-3 ล้านราย เบื้องต้นมองว่าจะดำเนินการเสร็จได้ช่วงต้นปี 2569 ภายหลังจากผ่านคณะรัฐบาล (ครม.) แล้วเสร็จ”
นอกจากนี้ แนวทางการทำงานของ ธปท. โดยสานต่อพันธกิจหลักของธนาคารกลาง คือ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว เสถียรภาพทางการเงิน โดยเฉพาะดูแลให้เงินเฟ้อระยะปานกลางอยู่ในระดับต่ำและไม่ผันผวน (low and stable) รวมถึงไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืด และให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในระยะปานกลาง
เสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินเข้มแข็ง มีความมั่นคง สามารถให้บริการลูกหนี้ ประชาชนและธุรกิจได้ต่อเนื่อง และดูแลไม่ให้เกิดจุดเปราะบางในระบบการเงินที่อาจลุกลามกลายเป็นวิกฤตในอนาคต
เสถียรภาพระบบการชำระเงิน ดูแลให้ระบบมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของประชาชน ธุรกิจ และภาครัฐ ทั้งด้านความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และด้วยราคาที่สมเหตุสมผล
“ธปท. จะดำเนินนโยบายด้วยความเป็นอิสระภายใต้กรอบกฎหมาย โดยมีหลายเรื่องที่ต้องทำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนมากขึ้น เพื่อผลักดันนโยบาย เน้นประสานนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง (policy coordination) เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ รวมทั้งเอื้อให้เกิดการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่จับต้องได้ ซึ่งจะช่วยยกระดับศักยภาพของประเทศ”
ทั้งนี้ ทิศทางนโยบายสำคัญของ ธปท. (policy priorities) ในระยะต่อไป ประกอบด้วย
1.การสานต่อแนวนโยบายการพัฒนาภาคการเงิน โดยเฉพาะการวางรากฐานให้ภาคการเงินพร้อมรองรับกับกระแสโลกใหม่ทั้งด้านดิจิทัลและความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (financial landscape)
เช่น โครงการ Your Data การพัฒนาระบบ digital payment ที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ยืดหยุ่น และสนับสนุนให้ภาคเศรษฐกิจจริงเข้าถึงบริการทางการเงินครอบคลุมขึ้น รวมถึงการจัดตั้งธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank)
2.การทำงานของ ธปท. จะใกล้ชิดกับประชาชนและสังคมมากขึ้น ผ่านการรับฟังมุมมองหรือข้อเรียกร้องจากสังคมให้รอบด้าน เพื่อประกอบการตัดสินนโยบาย และสื่อสารให้เข้าถึงประชาชนมากขึ้น ตลอดจนจะมีแนวนโยบายเพื่อช่วยเหลือประชาชนและธุรกิจที่เหมาะสมกับสถานการณ์
เช่น การแก้หนี้เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง การเพิ่มโอกาสให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบด้วยต้นทุนที่เหมาะสม ผ่านกลไกค้ำประกันเครดิตที่มีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นขึ้น รวมทั้งกลไกกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สมดุลกับความเสี่ยงของผู้กู้ (Risk-Based Pricing: RBP) ตลอดจนการทบทวนค่าธรรมเนียมของบริการทางการเงินให้เหมาะสมและเป็นธรรมขึ้น (fair pricing)
“ธปท. มุ่งหวังว่าการดำเนินงานตามพันธกิจควบคู่กับการออกนโยบายและมาตรการของ ธปท. จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างสมดุลเข้าสู่ศักยภาพ เพื่อให้ประชาชนและประเทศชาติได้รับประโยชน์สูงสุด”