ทุบ 4 ตัวพ่อสแกมเมอร์ “ปปง.” ยึดทรัพย์นับ 1.01 หมื่นล้าน
ต้นกุมภาฯ อีจัน
4 ธันวาคม 2568

วานนี้ 3 ธ.ค.68 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) แถลงผลการปฏิบัติงานตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ที่ยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีเป็น “วาระแห่งชาติ” เดินหน้าตัดวงจรแก๊งคอลเซ็นเตอร์–สแกมเมอร์ข้ามชาติ โดยล่าสุดมีคำสั่ง ยึดและอายัดทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 10,165 ล้านบาท
นายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการ และโฆษก ปปง. เปิดเผยว่า คณะกรรมการธุรกรรมมีมติในการประชุมครั้งที่ 13/2568 เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.68 ให้ยึด–อายัดทรัพย์สินในคดีสำคัญที่เชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติรวม 5 กลุ่มคดีหลัก ทั้งขบวนการสแกมเมอร์ออนไลน์ การฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล และการใช้บัญชีม้า–บริษัทนอมินีหมุนเวียนเงินผิดกฎหมาย
การดำเนินการครั้งนี้อาศัยทั้งการ บูรณาการข้อมูลกับหลายหน่วยงาน และการใช้เทคโนโลยีและ AI เพื่อติดตามเส้นทางการเงิน ตั้งแต่ต้นทางจนถึงผู้รับผลประโยชน์ตัวจริง โดยคดีสำคัญ อาทิ
เครือข่าย Prince Holding Group (นายเฉิน จื้อ กับพวก)
เกี่ยวข้องกับฉ้อโกงออนไลน์ ค้ามนุษย์ และฟอกเงินผ่านคริปโตเคอร์เรนซี มีฐานปฏิบัติการในกัมพูชา ยึดทรัพย์รวมประมาณ 373 ล้านบาท เช่น ที่ดิน เงินสด สินค้าแบรนด์เนม และเครื่องประดับ
คดีเครือข่ายนายก๊ก อาน (MR. KOK AN) กับพวก
องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ใช้ตึกสูงและคาสิโนในกัมพูชาเป็นฐานปฏิบัติการ มีการโอนเงินผ่านบัญชีม้ากลับมาซื้อทรัพย์สินในไทย ยึด–อายัดทรัพย์สิน 90 รายการ มูลค่าประมาณ 467 ล้านบาท
คดีน.ส. “แตงไทย” กับพวก – เชื่อมโยง “ยิม เลียก” มีการใช้กลอุบายอ้างว่าผู้เสียหายต้องถูกตรวจสอบ ให้โอนเงินไป “ยืนยันความบริสุทธิ์” ก่อนโยกเข้าสู่เครือข่ายสแกมเมอร์ที่เชื่อมโยงกับนายยิม เลียก บุคคลใกล้ชิดทายาทผู้มีอิทธิพลในกัมพูชา
คดีนายเบน สมิธ (MR. SMITH BEN) กับพวก
ฉ้อโกงประชาชนผ่านเครือข่ายบริษัทในและต่างประเทศ ใช้บริษัทถือครองทรัพย์แทนตัวเอง มีคำสั่งยึด–อายัดทรัพย์รวม ประมาณ 9,279 ล้านบาท ทั้งที่ดิน ห้องชุด หลักทรัพย์ และเงินฝาก
โดยเลขาธิการ ปปง. ยังใช้อำนาจเร่งด่วน ยึดยานพาหนะหรูเพิ่ม 3 คัน ได้แก่ ZEEKR 009, Ferrari 488 GTB และ Porsche Cayenne S E-Hybrid Coupe อยู่ระหว่างประเมินราคา
คดีนายเอื้ออังกูรฯ กับพวก – แอปหลอกลงทุน ULELA Max โดยกลุ่มมิจฉาชีพชักชวนลงทุนเทรดหุ้นผ่านแอป ก่อนนำเงินไปแปลงเป็นเหรียญดิจิทัล (USDT) และโอนต่อไปยังกระเป๋าดิจิทัลของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติกัมพูชา ยึด–อายัดทรัพย์ 31 รายการ มูลค่าราว 46 ล้านบาท
ทั้งนี้ คำสั่งยึด–อายัดทรัพย์ทั้งหมดเป็นคำสั่งชั่วคราวไม่เกิน 90 วัน หากผู้ถูกยึดหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียประสงค์จะโต้แย้ง สามารถยื่นคำขอเพิกถอนคำสั่งเป็นหนังสือต่อเลขาธิการ ปปง. ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง
“รัฐบาลพร้อมสนับสนุน ปปง. และหน่วยงานด้านความมั่นคง เดินหน้าขยายผลคดีสแกมเมอร์–ฟอกเงินข้ามชาติ “ไม่มีหยุดพัก ไม่มีข้อยกเว้น หากหลักฐานถึงใคร ต้องดำเนินการตามกฎหมายเหมือนกันทุกคน”
การยึด–อายัดทรัพย์กว่าหมื่นล้านบาทครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การ “โชว์ตัวเลข” แต่เป็นการส่งสัญญาณจากรัฐบาลว่า ประเทศไทยเอาจริงกับการปราบทุนสีเทา–สแกมเมอร์ข้ามชาติ เพื่อปกป้องประชาชนและระบบเศรษฐกิจในระยะยาว
ด้าน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ขยายผลจากกรณีการยึดและอายัดทรัพย์เครือข่ายผู้กระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อนำมาใช้ประกอบการพิจารณาดำเนินการตามกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ตามที่ ปปง. ได้มีการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.68 เรื่องมติของคณะกรรมการธุรกรรม ปปง. ในการยึดและอายัดทรัพย์คดีที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดเครือข่ายผู้กระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในขบวนการสแกมเมอร์ (scammer) ซึ่งมีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติในคดีสำคัญ นั้น
นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ และโฆษก ก.ล.ต. กล่าวว่า กรณีที่ ปปง. มีการยึดและอายัดทรัพย์เครือข่ายผู้กระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ก.ล.ต. ได้ประสานส่งหนังสือถึง ปปง. เพื่อขอข้อมูลสำคัญที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานในด้านการตรวจสอบและกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย โดยข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำมาใช้ประกอบการพิจารณาดำเนินการตามกรอบกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ก.ล.ต. ต่อไป
ทั้งนี้ ก.ล.ต. ยังมีการตรวจสอบขยายผลไปยังกรณีอื่น ๆ ที่มีความเกี่ยวเนื่องกัน โดยการดำเนินงานจะเป็นไปตามหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด และพร้อมร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงการประสานงานกับผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. เพื่อให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากดำเนินการแล้วเสร็จหรือมีความคืบหน้าเพิ่มเติม จะเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับทราบต่อไป