ไม่รอด! เช้าวันนี้เข้าฝากขัง 2 ผู้ต้องหา คดีอุ้มฆ่าผู้จัดการ

โทษหนักเเน่! เช้าวันนี้(7 มี.ค.69) พนักงานสอบสวนเข้าฝากขัง 2 ผู้ต้องหา ตัวบางการคดีอุ้มฆ่าผู้จัดการ ไปที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เพื่อดำเนินคดีต่อทางกฏหมายเเละคัดค้านการประกันตัว

หลังจากเกิดเรื่องใหญ่โตขึ้นมา เมื่อมีเหตุหนุ่มผู้จัดการวัย 45 ปี ถูกดัดอุ้มกลางเมืองกรุง เเล้วลักพาตัวไปกักขังหน่วงเหนี่ยว จนพาไปสู่ความตายกับการฆ่าอำพรางศพในที่สุด เรื่องนี้คนตายจะได้รับความยุติธรรมหรือไม่?  

เรื่องนี้เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 18 ก.พ.69 เวลาประมาณ 05.45 น. ที่ผ่านมาค่ะ นายรุทธ์ อายุ 45 ปี เป็นผู้จัดการขายอุปกรณ์ทางการแพทย์ ได้ขับรถยนต์ออกจากคอนโด จากนั้นเวลาประมาณ 06.23 น. ตนได้ขับรถยนต์เลี้ยวเข้าซอยรัชดาภิเษก 18 ถัดมาอีก 2 นาทีให้หลัง เวลาประมาณ 06.25 น. เวลาชีวิตของเขาก็ดับลงเพราะมีกลุ่มชายนับ 10 ชีวิต กักขังหน่วงเหนี่ยว เเล้วอุ้มขึ้นรถยนต์เช่าอีกคันหนึ่งไป ไม่รู้ชะตากรรมหลังจากนั้นว่าเขาจะเป็นยังไง รู้เเต่ว่า นั่นคือวินาทีสุดท้ายของเขาเเละเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อเหตุที่โหดเหี้ยม   

ต่อมาค่ะเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าค้นหาตามสืบจากหลักฐานกล้องวงจรปิด พบร่างของนายรุทธ์ ถูกเผาอำพรางอย่างน่าหดหู่กลางบ้านร้างที่ จ. ลพบุรี ทำให้ต้องตามต่อว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรเเล้วทำไมกลุ่มคนที่ทำถึงได้ทำร้ายคนด้วยกันได้โหดเหี้ยมขนาดนี้ ? 

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายจับกลุ่มคนทำเเละ ผู้บงการ รวมเเล้ว ได้ 7 คน ส่วนอีก 1 คนตอนนี้ ยังหลบหนีอยู่  ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้บีบขั้นจนมีการรับสารภาพบางส่วน เเต่ย้ำว่า ไม่ได้ต้องการเอาชีวิตเเต่อย่างใด  

ล่าสุดวันนี้(7 มี.ค.69)  เมื่อเวลา 09.00 น. พนักงานสอบสวนได้เบิกตัวนาย สรวีย์ รัฐพิภักษ์ถิรดา และ นางสาว เบญญาภา รัฐพิทักษ์ ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีอุ้มฆ่าผู้จัดการบริษัทจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ และนำศพไปเผาอำพรางที่บ้านร้างในพื้นที่ จ.ลพบุรี มาขึ้นรถควบคุมผู้ต้องขัง เพื่อนำตัวไปขออำนาจศาลฝากขัง ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ในความผิดฐาน “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, กักขังหน่วงเหนี่ยว, เคลื่อนย้าย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งศพหรือส่วนของศพ, ลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ หรือส่วนของศพเพื่อปิดบังการเกิด การตาย หรือเหตุแห่งการตาย และอั้งยี่ ซ่องโจร” พร้อมคัดค้านการประกันตัวเนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง และอยู่ในความสนใจของสังคม เกรงว่าหากได้รับการประกันปล่อยตัวชั่วคราวแล้วจะหลบหนี” 

ด้านพันตำรวจเอก พรเทพ เฉลิมเกียรติ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลสุทธิสาร (ผกก.สน.สุทธิสาร) เผยว่า คดีนี้ตำรวจคัดค้านการประกันตัวของทั้ง2 ที่เป็นตัวการสำคัญ เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาทั้งสองจะหลบหนีและไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน อีกทั้งเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูงถึงขั้นประหารชีวิต ส่วนการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 2 คนยังให้การเหมือนเดิม คือ ให้การปฏิเสธว่าเป็นเเค่ผู้สั่งการให้ไปติดตามตัวเเละยึดค้นข้อมูลในมือถือ แต่ไม่ได้สั่งการให้ไปลงมือฆ่านายรุทธ์   

ส่วนการตรวจค้นบ้านของผู้ต้องหาทั้งสองคนเมื่อวานที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน ได้รวบรวมพยานหลักฐานให้ฝ่ายสืบสวนเร่งขยายผลเพิ่มเติม สำหรับผู้ต้องหาที่ยังหลบหนีอีกหนึ่งคน คือ นาย ภูเมธ หรือ อาร์ต  อยู่ระหว่างการเร่งติดตาม ตัวมาดำเนินคดี ส่วนผู้ต้องหาที่มีส่วนร่วมในขบวนการอุ้มฆ่ารวม7 คนที่ถูกจับกุมก่อนหน้านี้ซึ่งมี2 คนที่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวประกันตัวออกมา คือ นายวีรวิช   และ นายเผ่าทอง   ซึ่งวันนี้เป็นวันที่ครบกำหนด 3 วันในการรายงานตัวต่อศาลอาญา ส่วนอีก 5 รายที่อยู่ในเรือนจำกลางพิเศษกรุงเทพ   พนักงานสอบสวนจะเข้าไปแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม คือ ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน  

ต่อมามีอัพเดตค่ะ เกี่ยวกับการฝากขังและผลประกันตัว คดีในความสนใจของประชาชนอย่าง คดีอุ้มฆ่าอำพรางศพผู้จัดการบริษัท ซึ่งพนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร ควบคุมตัวนายสรวีย์ กับพวกรวม 2 คน ผู้ต้องหา ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา ขอฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน คดีจ้างวานฆ่าผู้อื่นฯ และอีกหลายข้อหา โดยศาลอาญา พิจารณาคำร้องและเหตุจำเป็นแล้ว อนุญาตฝากขังตามคำร้อง

ส่วนที่ผู้ต้องหาทั้งสอง ยื่นคำร้องขอให้ปล่อยชั่วคราวชั้นฝากขังนี้ ศาลอาญาพิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าพฤติการณ์แห่งคดีเป็นการกระทำที่อุกอาจไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย กรณีเป็นเรื่องร้ายแรงหลังเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองได้ตามหมายจับ ประกอบกับพนักงานสอบสวนคัดค้านการปล่อยชั่วคราว หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาทั้งสองจะหลบหนีจึงไม่อนุญาตให้ยกคำร้อง

ทั้งนี้ จากที่มีข่าวเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆ เกี่ยวกับสถานะนายสรวีย์ และประเด็นสติ๊กเกอร์จอดรถที่มีสัญลักษณ์ศาลนั้น จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า นายสรวีย์ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประนีประนอมประจำศาล ซึ่งก่อนการขึ้นทะเบียนได้มีการตรวจสอบคุณสมบัติตามระเบียบและไม่ปรากฏข้อมูลอาชญากรรมใด แต่เมื่อปัจจุบันปรากฏเป็นข่าวเรื่องการดำเนินคดีอาญา ในส่วนของการขึ้นทะเบียนผู้ประนีประนอมศาลอุทธรณ์และศาลจังหวัดพัทยามีคำสั่งให้พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ทันที ตามประมวลจริยธรรมผู้ประนีประนอม และสติ๊กเกอร์จอดรถนั้น เมื่อตรวจสอบพบว่าเป็นบัตรที่ออกโดยถูกต้องในช่วงเวลาที่เคยปฎิบัติหน้าที่ โดยเป็นบัตรเก่าที่หมดอายุไปแล้ว และเมื่อมีคำสั่งให้นายสรวีย์พ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ใดๆ ด้วยแล้ว บัตรจอดรถที่ปรากฏจึงไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป

เดี๋ยวเราตามกันต่อนะคะ ตอนนี้กลุ่มคนที่ร่วมในเเผนการนี้ค่อนข้างเยอะเลยค่ะ มาเป็นขบวนการ มาเป็นเเผนที่วางไว้ เดี๋ยวต้องดำเนินการทางกฎหมายกันต่อ อย่างไรก็ตามคนตายต้องไม่ตายฟรี