รวบแล้ว! โจรไรเดอร์ชิงทอง 163 บาท กลางห้าง จ.สมุทรปราการ

บวรวัฒน์ อีจัน

บวรวัฒน์ อีจัน

20 สิงหาคม 2568

รวบแล้ว! โจรไรเดอร์ชิงทอง 163 บาท กลางห้าง จ.สมุทรปราการ

จากกรณี (14 ส.ค. 68) เกิดเหตุชายสวมชุดไรเดอร์ บุกเดี่ยวชิงทรัพย์ ปล้นร้านทองรูปพรรณกว่า 163 บาท กลางห้างสรรพสินค้าชื่อดังในตัวเมือง จ.สมุทรปราการ นั้น ล่าสุดสามารถจับกุมตัวได้แล้ว

วันนี้ (20 ส.ค. 68) พล.ต.ท. สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 พร้อมด้วย พล.ต.ต. นราเดช ทิพย์รักษ์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 พร้อมด้วยสถานีตำรวจภูธรบางบ่อ จ.สมุทรปราการ ร่วมแถลงการจับกุมตัวนายวีรวัฒน์ หรืออาร์ม อายุ 31 ปี และนายอิทธิ์พงษ์ หรือ มด อายุ 28 ปี สองผู้ต้องหา พร้อมด้วยของกลางสร้อยข้อมือทองคำ จำนวน 36 เส้น รวมน้ำหนัก 89 บาท อาวุธปืนแบงกันดัดแปลง เสื้อผ้า หมวกกันน็อก ถุงมือ รถจักรยานยนต์ เรือหางยาว ที่ใช้ในการก่อเหตุ พร้อมชี้แจงแผนประทุษกรรม

ด้าน พล.ต.ท.สุรพล ได้สอบถามผู้ต้องหาด้วยตัวเองถึงแผนประทุษกรรมในการก่อเหตุ โดย นายวีรวัฒน์ ให้การรับสารภาพว่าลงมือก่อเหตุจริง สาเหตุที่ตนเองทำลงไปนั้น เพราะมีความจำเป็นต้องใช้เงิน เนื่องจากตนเองติดหนี้นอกระบบหลายแสนบาท ซึ่งเป็นหนี้นอกระบบ ที่ยืมมาลงทุนเปิดอู่ซ่อมรถ และต้องเสียดอกเบี้ยเดือนละไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นบาท จึงคิดวางแผนในการก่อเหตุ โดยใช้เวลากว่า 1 สัปดาห์ในการวางแผน ตั้งแต่การจัดการเสื้อผ้าหมวกกันน็อก การนำรถจักรยานยนต์มาพ่นสีใหม่ การปลอมตัวต่างๆ รวมถึง การวางแผนในการหลบหนี มีการสำรวจ เส้นทางและจุดที่ต้องนำเอารถจักรยานยนต์ไปทิ้งน้ำ อีกทั้งมีการชักชวนรุ่นน้องที่เป็นญาติใช้เรือร่องสำรวจเส้นทาง และมาร์คตำแหน่งจุดนัดพบทางเรือ

จากนั้น ได้ให้นายอิทธิ์พงษ์ ขับเรือมาจอดรถรับยังใต้สะพานข้ามคลอง เพื่อหลบหนีกลับบ้านพัก ซึ่งอยู่ห่างจากคลองเพียง 100 เมตร หลังจากที่ได้ทองกลับมาถึงบ้าน จึงแบ่งซุกซ่อน 2 จุด คือในตู้ลำโพง และข้างต้นไม้หลังบ้าน ส่วนที่เลือกร้านทองแห่งนี้ เพราะตนเองเคยเข้ามาซื้อสินค้าภายในห้างและมองว่าร้านทองไม่มีลูกกรงในการป้องกันและง่ายต่อการก่อเหตุ จึงเลือกร้านทองแห่งนี้ ส่วนทองที่หายไป คาดว่าหายในช่วงที่ตนเองขับรถพุ่งลงคลอง และลากรถจากกลางคลองมาซ่อนใกล้สะพาน ซึ่งช่วงนั้นทองทั้งหมดใส่ไว้ในกระเป๋าสะพายและไม่ทันได้รูปซิปปิดปากกระเป๋า คาดว่าจะหล่นในช่วงที่ตนเองนำทองและเสื้อผ้า รวมถึงหมวกกันน็อกยัดใส่กระสอบที่เตรียมมา

ด้าน พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 กล่าวว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ให้ความสำคัญในคดีนี้ เนื่องจากเป็นคดีอุกอาจและคนร้ายก่อเหตุโดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย อีกทั้งยังใช้อาวุธปืน จึงสั่งการมอบหมายให้ ตนเองในฐานะผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ได้ติดตามคดีอย่างใกล้ชิด และสั่งการให้ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.สมุทรปราการ ควบคุมการทำงาน และดูแลการสืบสวนแกะรอยเบาะแสของคนร้ายนี้ เนื่องจากเป็นการก่อเหตุโดยใช้แผนประทุษกรรมที่ค่อนข้างซ้ำซ้อน และคนร้ายวางแผนมาอย่างดี

ซึ่งแนวทางการสืบสวนของตำรวจฝ่ายสืบสวน ต้องชื่นชมความตั้งใจในการคลี่คลายคดี จนสามารถติดตามค้นพบรถจักรยานยนต์ที่คนร้ายนำไปโยนทิ้งลงคลองชวดพร้าว ซึ่งไม่ไกลจากที่เกิดเหตุก่อนจะหลบหนี จนกระทั่งทราบว่า หลังจากนำรถจักรยานยนต์ไปโยนทิ้งน้ำแล้ว ยังมีการสับเปลี่ยนเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย เพื่อหวังตบตาตำรวจ กระทั่งฝ่ายสืบสวนไล่ข้อมูลเบาะแสของคนร้ายจนทราบว่า มีการหลบหนีต่อทางเรือจริง และกบดานอยู่ที่บ้านพักย่านบ้านระกาศ จึงรวบรวมพยานหลักฐานอนุมัติหมายค้นและหมายจับจากศาลจังหวัดสมุทรปราการ

ต่อมาได้ติดตามจับกุมตัว นายวีรวัฒน์ ได้ที่บ้านพัก โดยที่เจ้าตัวคาดไม่ถึง กระทั่งจนมุมด้วยหลักฐาน จึงยอมรับสารภาพและเผยตำแหน่งที่ซ่อนทองที่เหลือ ในส่วนทองที่ยังหาไม่พบนั้น จากคำให้การของผู้ต้องหารายนี้ บอกว่าก่อนหน้านี้ น่าจะหล่นในช่วงที่หลบหนีขณะนำรถจักรยานยนต์ไปทิ้งคลอง รวมน้ำหนักที่ยังหาทองไม่พบ จำนวนกว่า 33 บาท ซึ่งตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ และอยู่ระหว่างขยายผลเพิ่มเติม

พล.ต.ท. สุรพลกล่าวต่ออีกว่า จากคดีนี้จะเห็นได้ว่า แม้ผู้ต้องหาจะวางแผนและเตรียมการมาอย่างดี โดยใช้เรือหางยาวในการหลบหนี แต่ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีฝีมือในการคลี่คลายคดีค่อนข้างเร็ว และแม่นยำ ซึ่งมีเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยงานสืบสวน ทำให้การทำงานของตำรวจสามารถติดตามจับกุมคนร้ายที่มาก่อเหตุได้ในที่สุด

พล.ต.ต. วิชิต บุญชินวุฒิกุล เปิดเผยว่า สำหรับคดีนี้ ต้องขอบคุณเบาะแสจากพลเมืองดีท่านหนึ่ง ที่มีกล้องหน้ารถสามารถบันทึกภาพรถของคนร้ายในระหว่างทางที่หลบหนีได้ จนฝ่ายสืบสวนติดตามไปพบจุดต้องสงสัยที่พบขอบปูนทางเท้าใกล้กับจุดที่พบรถจักรยานยนต์ มีร่องรอยการขูดของสีรถ ทำให้มั่นใจว่ารถถูกนำมาโยนทิ้งแห่งนี้ กระทั่งลงค้นหาในคลองก็พบรถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุจริง ส่วนการหลบหนีทางเรือ ถือเป็นสมมุติฐานที่ตำรวจใช้ประสบการณ์ในการทำงาน จนสืบสวนเชิงลึกกระทั่งทราบตัวผู้ต้องสงสัยจนสามารถขอหมายค้นและจับกุมผู้ต้องหาได้ในที่สุด

โดยในเบื้องต้น แจ้งข้อหา “ร่วมกันชิงทรัพย์โดยมีอาวุธ, โดยขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย,โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิดหรือการพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม หรือร่วมกันรับของโจร และมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร”