ตร.ดูไบ จับได้ทันควัน! แก๊งขโมย “เพชรสีชมพูหายาก” มูลค่ากว่า 814 ล้านบาท 

แพทตี้ อีจัน

แพทตี้ อีจัน

20 สิงหาคม 2568

ตร.ดูไบ จับได้ทันควัน! แก๊งขโมย “เพชรสีชมพูหายาก” มูลค่ากว่า 814 ล้านบาท 

กำลังเป็นที่พูดถึงทั่วโลก สำหรับคดีขโมย “เพชรสีชมพูหายาก” มูลค่า ราว 814 ล้านบาท ที่ ดูไบ 

วันที่ 18 ส.ค.68 ที่ผ่านมา สำนักข่าวของรัฐบาลดูไบ ได้แถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องสงสัย 3 คน ที่ร่วมมือกันแสร้งทำทีเป็นลูกค้าที่ต้องการซื้อเพชร ก่อนขโมยเพชรสีชมพูมูลค่า 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 814,499,922.50 บาท จากร้านค้าอัญมณี เตรียมลักลอบนำออกจากประเทศโดยซ่อนไว้ในตู้เย็นขนาดเล็ก ซึ่งกำลังจะถูกส่งไปยังจุดหมายปลายทางในเอเชีย  

แต่งานนี้ไม่รอดพ้นสายตาตำรวจ เจ้าหน้าที่ใช้เวลาเพียง 8 ชั่วโมงเท่านั้นในการจับกุมผู้ต้องสงสัยทั้งหมด  

เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่า กลุ่มผู้ต้องสงสัยดังกล่าว ได้วางแผนขโมยเพชรมานานกว่า 1 ปี โดยสร้างความน่าเชื่อถือในสายตาผู้เสียหายด้วยการเช่ารถหรูและนัดพบกับผู้เสียหายตามโรงแรมหรูหลายแห่ง เพื่อหลอกล่อให้ผู้เสียหายนำเพชรออกจากร้านของตัวเอง นอกจากนี้ยังได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านเพชรเพื่อตรวจสอบอัญมณีดังกล่าว ซึ่งยิ่งทำให้ผู้เสียหายเชื่อมั่นว่า มิจฉาชีพเหล่านี้ตั้งใจจะซื้อเพชรจริงๆ แต่สุดท้ายก็ขโมยเพชรไปได้สำเร็จ หลังจากล่อลวงผู้เสียหายให้นำเพชรไปยังวิลล่าแห่งหนึ่ง และอ้างว่าต้องการตรวจสอบเพชรก่อนซื้อ 

โดยเพชรที่แก๊งโจรหมายตาไว้ มีขนาดไม่ต่ำกว่า 21 กะรัต คิดเป็นมูลค่า 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพชรเม็ดนี้มีความบริสุทธิ์และระดับความสะอาดสูง รวมทั้งมีรูปทรงในลักษณะสมมาตรที่เป็นเอกลักษณ์ จึงมีโอกาสเพียง 0.01% ที่จะพบเพชรเม็ดอื่นที่มีลักษณะเดียวกัน ซึ่งมูลค่าและความหายากของมัน ทำให้เป็นเป้าหมายสำคัญของแก๊งขโมยเพชร  

แต่ด้วยความพยายามของทีมผู้เชี่ยวชาญ ทีมภาคสนาม และด้วยการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ล่าสุด ก็สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหา 3 คนจากประเทศแห่งหนึ่งในเอเชียได้ 

ต่อมา ได้มีการเผยแพร่ภาพวิดีโอที่แสดงให้เห็นผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 คนหลังการจับกุม รวมถึงภาพจากกล้องวงจรปิดระหว่างที่แก๊งมิจฉาชีพลงมือ 

โดยมีรายงานว่าว่า ร้านค้าเพชรที่เป็นผู้เสียหาย ได้นำเข้าเพชรสีชมพูดังกล่าว จากยุโรปมาขายที่ดูไบ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะศูนย์กลางของสินค้าหรูหราและอัญมณี 

วางแผนดีแค่ไหนก็ไม่รอดพ้นสายตาเจ้าหน้าที่ คิดจะขโมยของสุดท้ายไม่รอดติดคุกหัวโต  

ที่มา: usatoday, mediaoffice,