พิธา อภิปรายครั้งสุดท้ายก่อนเริ่มโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย

อีจัน

อีจัน

13 กรกฎาคม 2566

พิธา อภิปรายครั้งสุดท้ายก่อนเริ่มโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย

ห้วงสุดท้ายของการอภิปรายในการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 วันนี้(13 ก.ค. 66) ประธานสภาได้ให้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพียงคนเดียว จากพรรคก้าวไกล ได้อภิปรายแสดงนิยามและวิสัยทัศน์เป็นครั้งสุดท้ายก่อนปิดการอภิปรายและเริ่มโหวตนายกรัฐมนตรี

โดย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กล่าวอภิปรายถึง สว. และ ส.ส. ในที่ประชุมสภา ว่า การที่จะทำให้เป้าหมายที่พวกเราเห็นตรงกัน คือการซึ่งจะธำรงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ให้อยู่คู่กับประเทศไทย ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น ต้องไม่อนุญาตให้ใคร ใช้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเครื่องมือในการโจมตีกันในทางการเมือง ผมจึงอยากจะชวนทุกท่านมองกันยาวๆ มองกลับไปในอดีตด้วย มองปัจจุบัน และมองไปถึงอนาคต ในปี 2549 เราจะเห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนบางกลุ่มมาตั้งแต่เวลานั้น เพื่อล้มรัฐบาลเลือกตั้งถึงสองครั้งสองครา

จนมาถึงปัจจุบันมีหลายกลุ่มหลายพวก ต้องการสกัดกั้นไม่ให้ผมเป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ต้องการให้รัฐบาลเสียงข้างมากตั้งรัฐบาลได้ เพราะเขากำลังจะเสียผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นสัมปทาน ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ทางธุรกิจ ก็จงใจที่จะดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้ปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง แล้วก็จับมาเป็นคู่ตรงข้ามกับการลงคะแนนเสียงของประชาชน ในวันที่ 14 พ.ค. 66

ผมเชื่อว่าถ้าไม่มีใครชูคำขวัญ เราจะสู้เพื่อในหลวง เพื่อโค่นล้มรัฐบาล ถ้าไม่มีใครอิงแอบสถาบันเพื่อก่อรัฐประหาร ถ้าไม่มีใครเอาเรื่องล้มล้างสถาบันมาปลุกปั่นทางการเมือง ให้คนเกลียดชังกันเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ถ้าเราไม่ใช้ ม.112 มาเป็นเครื่องมือมาทำลายล้างกัน ความขัดแย้งในสังคมไทยคงไม่มาถึงจุดนี้ ถึงเวลาแล้วครับที่พวกเราต้องเผชิญหน้ากับปัญหาใหม่อย่างมีวุฒิภาวะ แก้ปัญหาที่ต้นตอ ด้วยการยุติการนำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเป็นประเด็นการเมือง แล้วหากุศโลบาย เพื่อที่จะพัฒนารักษาไว้ซึ่งความสัมพันอันดี ระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชน ท่ามกลางยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จัดวางพระราชฐานะ จัดวางพระราชอำนาจ ให้เหมาะสมสอดคล้องกับสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่ ทำแบบนี้ครับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เรารักถึงจะดำรงคงอยู่ได้อย่างสง่างามในสังคมไทย

สุดท้ายนี้ผมอยากจะขอเสนอตัวเองให้เป็นฉันทามติใหม่สำหรับความปกติใหม่ ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ มันเป็นเรื่องธรรมดาครับที่เมื่อสิ่งใหม่เกิดขึ้น ต้องถูกต่อต้านจากสิ่งเก่า แต่สุดท้ายผมเชื่อว่าสังคมไทยจะหาจุดลงตัวได้ เป็นจุดลงตัวที่ไม่มีใครได้ทั้งหมดและไม่มีใครเสียทั้งหมด เหมือนอย่างที่เราพูดคุยกันในวันนี้ เป็นจุดลงตัวที่เรายอมรับร่วมกันได้แม้จะไม่เห็นตรงกันทุกเรื่อง แต่จะไปถึงจุดนั้นได้เราต้องสร้างสังคมไทย ให้พร้อมรับความแตกต่างหลากหลาย

และนี่คือก้าวที่สำคัญของสังคมไทย ในการสร้างฉันทามติใหม่ที่เป็นเรื่อง ของกระบวนการจัดการความขัดแย้ง ด้วยกระบวนการประชาธิปไตย ฉันทามติใหม่ไม่ได้แปลว่าทุกคนในสังคมต้องคิดเหมือนกัน ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่มันเป็นไปไม่ได้ แต่ฉันทามติใหม่ที่เรากำลังจะสร้างร่วมกัน คือการยึดถือกระบวนการที่เป็นธรรมในการตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ ของสังคม มาหาข้อยุติร่วมกันโดยใช้กระบวนการในสภา หรือกลไกทางประชาธิปไตย ที่ไม่ใช่เป็นการปะทะกันบนท้องถนน เราต้องบริหารจัดการความเห็นต่างที่ไม่ใช่เป็นความขัดแย้ง ปกป้องเสรีภาพในการแสดงออก และทำให้เรามีกฎหมายนิติรัฐ มีกฎหมายที่ดี และมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ทำให้การคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนเจ้าของประเทศ เป็นเป้าหมายหลักของรัฐและความมั่นคงของชาติ นั่นก็คือความมั่นคงของประชาชน ไม่ใช่มองประชาชนเป็นศัตรูของชาติ

ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านสมาชิกวุฒิสภาทุกท่าน สิ่งที่เรากำลังจะร่วมกันทำต่อไปนี้ ไม่ใช่การลงมติเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่ใช่การลงมติเลือกพรรคก้าวไกล แต่คือการเลือกยืนยันหลักการประชาธิปไตยในระบบกลไกหลักในการตัดสินใจร่วมของสังคม นี่ไม่ใช่การลงมติเลือกผมครับ ไม่ใช่การเลือกพรรค แต่เป็นการเลือกให้โอกาสกับประเทศไทย คืนความปกติให้กับการเมืองไทย ให้สามารถที่จะบอกว่าฉันทามติที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศได้ตัดสินใจแล้วนั้น คือการตัดสินประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ที่ผมไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว ต้องอาศัยการตัดสินใจจากสมาชิกรัฐสภาที่ยึดหลักการ กล้าหาญ และเห็นแก่อนาคตของชาติ ที่มีประชาชนเป็นหัวใจ

ผมขอเชิญชวนทุกท่าน อย่าให้ความคลางแคลงใจที่ท่านมีต่อผม ขวางกั้นประเทศไทยไม่ให้เดินต่อตามเสียงและเจตนารมย์อันแรงกล้าของประชาชน ขอให้การตัดสินใจของท่านนั้น สะท้อนในความหวังของประชาชน และความหวังของตัวท่านเอง อย่าให้มันสะท้อนในความกลัวครับ

คลิปอีจันแนะนำ
พิธา อัดคลิป ฝากข้อความถึง ส.ส.- ส.ว. ก่อนวันโหวตนายกฯ