สภาฯ อนุมัติ พ.ร.ก.ไซเบอร์ “แบงก์-ค่ายมือถือ” รับผิดชอบเหยื่อมิจฯ
ต้นกุมภาฯ อีจัน
28 พฤษภาคม 2568

วันนี้ (28 พ.ค.68 ) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ วาระการพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 และ พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ซึ่งแบ่งเวลาในการอภิปรายฝ่ายละ 2 ชั่วโมง รวม 4 ชั่วโมง และจะเป็นการรวมพิจารณา และแยกลงมติทีละฉบับ
ซึ่งรายละเอียดการลงมติ ดังนี้ 1.พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ที่ประชุมมีผู้ลงมติ 454 เสียง เห็นด้วย 452 เสียง ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง 2 เสียง
2.พระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ที่ประชุมมีผู้ลงมติ 455 เสียง เห็นด้วย 453 เสียง ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง 2 เสียง

ตามที่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เสนอหลักการถึงเหตุผลสำคัญในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้คือ โดยที่ปรากฎว่ามีการนำเงินจากการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ไปซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล
ซึ่งทำให้ยากต่อการตรวจสอบการทำธุรกรรมและการระงับการทำธุรกรรม การใช้บริการโทรคมนาคมเพื่อเพื่อกระทำผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การนำข้อมูลบุคคลหรือผู้ถึงแก่กรรมมาใช้กระทำความผิด จึงสมควรกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีดังกล่าว และจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
รวมถึงกระบวนการคืนเงินให้ผู้เสียหายโดยเร็ว และการมีส่วนร่วมรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดเพื่อเยียวยาผู้เสียหายตลอดจนการกำหนดโทษในส่วนที่เกี่ยวข้อง
“ดังนั้น จึงเป็นเหตุอันไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้และเพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศความปลอดภัยสาธารณะ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้”นายประเสริฐกล่าว

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายว่า ปัจจุบันปัญหาแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ สร้างความเสียหายมหาศาล และ 1 ใน 5 ของเหยื่อเป็นผู้สูงอายุ ที่ถูกหลอกเงินที่ตัวเองเก็บมาทั้งชีวิต จนสิ้นเนื้อประดาตัวในบั้นปลายโดยที่ตัวเองไม่ได้อยู่ในวัยที่จะทำเงินทำงานหารายได้อะไรได้อีกแล้ว
แสดงว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์วันนี้ไม่ใช่แค่โจรหลอกคน แต่เป็นโจรที่กำลังสร้างปัญหาสังคม ที่ทำลายระบบเศรษฐกิจทั้งประเทศ ตนเชื่อว่า พ.ร.ก.ไซเบอร์ฉบับใหม่นี้ จะช่วยให้หน่วยงานที่กำกับดูแลระบบการชำระเงินโทรศัพท์คมมนาคมมีอำนาจในการจัดการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และให้ความเป็นธรรมกับประชาชนที่ตกเป็นเหยื่อได้ดีกว่าที่เป็นอยู่

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ประเด็นที่ตนสนใจอย่างมากอยู่ที่มาตรา 8/10 ที่ระบุว่าธนาคารเครือข่ายมือถือหรือผู้ให้บริการสื่อโซเชียลมีเดียต้องร่วมรับผิดชอบความเสียหายด้วย ยืนยันว่าเป็นการแก้ไขตรงจุดอย่างมาก เพราะการที่ธนาคาร เครือข่ายมือถือและผู้ให้บริการสื่อโซเชียลมีเดียไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย ลูกค้าถูกโจรหลอกดูดเงินก็ผลักภาระไปให้ลูกค้ารับผิดชอบเองเต็มๆ คนเดียว
ตนขอถามว่าสภาวะแบบนี้ธนาคาร เครือข่ายมือถือและผู้ให้บริการสื่อโซเชียลมีเดีย จะมีแรงจูงใจอะไรในการปรับปรุงระบบความปลอดภัย และปกป้องประชาชนและเจ้าของบัญชีเงินฝากจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์
ดังนั้น ตามมาตรานี้ ธนาคารไม่ต้องกลัวว่าจะเจ๊งล้มละลาย ไม่ต้องกังวล เพราะหากธนาคารต้องร่วมรับผิดชอบ เราจะเห็นการปรับปรุงระบบความปลอดภัยของธนาคารออนไลน์ครั้งใหญ่และธนาคารพาณิชย์ต่างๆจะดำเนินการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องให้เท่าทันโจร
“ถ้ากฎหมายฉบับนี้บังคับใช้ ความเสียหายระดับ 3 หมื่นล้านบาทจะลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญทันที ดังนั้น รัฐบาลต้องผลักดันให้ธนาคารเครือข่ายมือถือและผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียที่มีทั้งทุนทั้งเทคโนโลยีให้ไปสู้กับโจรออนไลน์ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนผู้สูงอายุในวัยเกษียณไปดวลกับโจรแบบที่ผ่านมา” นายวิโรจน์ กล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวว่า ประเด็นที่ต้องติดตามต่อนับจากนี้คือการบังคับใช้พ.ร.ก.ไซเบอร์ในภาคปฏิบัติ โดยเฉพาะการออกกฎหมายลูก ก็อยากถามว่ากฎหมายลูกจะแล้วเสร็จเมื่อไหร่ เพราะหากมี พ.ร.ก.โดด ทำงานไม่ได้ หรือในมาตรา 8/2 เกี่ยวข้องกับการคืนเงินให้กับผู้เสียหายก็ต้องมีการออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการเงื่อนไข
และกรอบระยะเวลาก็ต้องถามกระทรวงดีอี ว่า มีกำหนดการหรือไม่ว่าจะออกกฎกระทรวงแล้วเสร็จเมื่อไหร่ เพราะแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่ใช่แค่ปัญหาอาชญากรรม แต่คือภัยคุกคามของระบบเศรษฐกิจและสังคมอย่างร้ายแรง ลองคิดดู รัฐบาลอัดฉีดเงินดิจิทัลวอลเล็ตเข้ามาในระบบ พยายามจะสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจ แต่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทำตัวเป็นเครื่องดูดฝุ่น ดูดเงินออกไปปีละ 30,000 ล้านบาท
ซึ่งยังไม่นับพนันออนไลน์ ที่สร้างความเสียหายปีละ 60,000 ล้านบาท สุดท้าย เงิน 100,000 ล้านบาท ที่จะสร้างพายุหมุนถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์และพนันออนไลน์ดูดไปหมด เหลือแค่ 10,000 ล้านบาท แล้วหมุนกลับมาฟอกเป็นเงินบาทในประเทศไทย ซึ่งทำให้กระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างมาก