รอรับได้เลย! นายกเศรษฐาฯ มั่นใจปลายปี’67 ได้ใช้ “ดิจิทัลวอลเล็ต” แน่

ต้นกุมภาฯ อีจัน

ต้นกุมภาฯ อีจัน

19 มิถุนายน 2567

รอรับได้เลย! นายกเศรษฐาฯ มั่นใจปลายปี’67 ได้ใช้ “ดิจิทัลวอลเล็ต” แน่

วันนี้ (19 มิ.ย.67) เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 1 ครั้งที่ 2 (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยนายกรัฐมนตรีได้แถลงร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ต่อสภาผู้แทนราษฎร

โดยรายละเอียดคณะรัฐมนตรีขอเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 และเป็นการดำเนินงานต่อเนื่องจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ในจำนวนไม่เกิน 3,752,700 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้ไม่มีการตั้งงบประมาณเพื่อชดใช้เงินคงคลัง

ขณะเดียวกัน งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 จำนวน 3,752,700 ล้านบาท มีที่มาจากรายได้ที่คาดว่าจะจัดเก็บได้ จำนวน 2,887,000 ล้านบาท และเป็นการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล จำนวน 865,700 ล้านบาท แม้ว่างบประมาณปีนี้จะมีการขาดดุลเพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลได้จัดสรรรายจ่ายลงทุนไว้ จำนวน 908,224 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 24.2 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนร้อยละ 27.9 และเป็นอัตราที่สูงที่สุดในรอบ 17 ปีที่ผ่านมา

ขณะที่การนำแถลงตอนหนึ่ง “นายเศรษฐา” ได้กล่าวถึงโครงการดิจิทัลวอลเต 10,000 บาท เน้นย้ำว่าในช่วงปลายปี 2567 เงินจากโครงการดังกล่าว จะถึงมือคนไทย 50 ล้านคน เกิดเป็นพายุหมุนทางเศรษฐกิจ กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงตั้งแต่ระดับฐานราก กระจายไปยังพื้นที่ทั่วประเทศ ก่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย การสั่งผลิตสินค้า การจ้างงาน และหมุนกลับมาเป็นเงินภาษีให้กับภาครัฐ เพื่อใช้ในการลงทุนเพื่อสร้างขีดความสามารถให้กับประเทศต่อไป

และชี้แจงด้วยว่าจากภาวการณ์ทางเศรษฐกิจ ที่มีปัญหาหนี้สินครัวเรือน สูงกว่า 91.3% ต่อจีดีพี ซ้ำกับปัญหาหนี้นอกระบบ เอสเอ็มอีที่มี 3.2 ล้านราย มีเพียงไม่ถึงครึ่งที่เข้าถึงสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน ทำให้การเติบโตของเอสเอ็มดีอยู่ในระดับต่ำ  ทำให้รัฐบาลต้องทำนโยบายงบประมาณขาดดุล เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจให้ต่อเนื่อง

โดยมีประมาณการเก็บรายได้จากภาษีได้สุทธิ 3.02 ล้านล้านบาท และหักการจัดสรรภาษีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 1.35แสนล้านบาท คงเหลือเป็นรายได้สุทธิ 2.88 ล้านล้านบาท และมีเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จำนวน 8.6 แสนล้านบาท รวมเป็นรายรับ 3.7 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ตาม สำหรับฐานะการคลังมีหนี้สาธรณะ 11 ล้านล้านบาท คิดเป็น 63.37% ของจีดีพี ทั้งนี้อยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐที่กำหนดไว้ให้ไม่เกิน 70% ของจีดีพี ขณะที่เงินคงคลัง เมื่อ 30 เม.ย.67 มี 4.3แสนล้านบาท โดยรัฐบาลจะบริหารเงินคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และบริหารรายรับรายจ่ายของรัฐให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด

ขณะที่ฐานะการเงินด้านต่างประเทศของไทยอยู่ในเกณฑ์ดี มีมูลค่าเงินสำรองระหว่างประเทศ อยู่ที่ 2.24ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตัวเลขเมื่อ 31 ธ.ค.66 คิดเป็น  2.5 เท่าของหนี้ต่างประเทศระยะสั้น ถือว่าอยู่ในระดับแข็งแกร่งมาก

“การทำงบแบบขาดดุล มีความสำคัญและจำเป็นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยเม็ดเงินจำนวนมากไหลจากภาครัฐไปสู่เอกชน ให้เกิดการสั่งซื้อสินค้า บริการ หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจต่อเนื่อง” นายเศรษฐากล่าว

ทั้งนี้ การบริหารงบประมาณรายจ่ายทั้งหมดนี้ จะเป็นการใช้จ่ายเพื่อดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล และกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลจะดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ ใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด กระตุ้นเศรษฐกิจให้เม็ดเงินไหลไปสู่ประชาชนและภาคธุรกิจ สร้างการเจริญเติบโตให้กับประเทศพัฒนาศักยภาพอย่างยั่งยืน และเป็นไปตามกฎหมาย