วสท. เปิดข้อมูลจริง! มาตรฐานวัสดุก่อสร้างไทยยังแข็งแกร่ง แม้เจอแรงสั่นสะเทือน
ต่อ อีจัน
2 พฤษภาคม 2568

วันนี้ (2 พ.ค. 68) ที่ห้องประชุมชั้น 4 อาคารวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ได้มีการจัดงานแถลงข่าวและเสวนาทางวิชาการในหัวข้อ “ผลกระทบตึก สตง. ลามถึงมาตรฐานเหล็กไทย คอนกรีตและเศรษฐกิจไทย” โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิและนักวิชาการจากหลากหลายสาขาร่วมให้ข้อมูลและแสดงความเห็นอย่างเข้มข้น

ภายในงานมีบุคคลสำคัญร่วมเสวนา ได้แก่ รศ.เอนก ศิริพานิชกร ที่ปรึกษาวิศวกรรมโยธา วสท., อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก ม.รังสิต และประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน รวมถึง ดร.ทศพร ศรีเอี่ยม ผู้อำนวยการสถาบันแบบจำลองสารสนเทศอาคารใน วสท.
ในการเสวนาครั้งนี้ วิศวกรรมสถานฯ ได้ยืนยันข้อมูลที่ถูกต้องทางวิชาการเกี่ยวกับมาตรฐานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตตาม มอก. 24-2559 ซึ่งมี 3 ระดับคุณภาพ ได้แก่ SD30, SD40 และ SD50 โดยไม่ว่าจะเป็นเหล็กแบบ “T” หรือ Non-T ก็สามารถนำไปใช้ในงานก่อสร้างได้ตามมาตรฐานอย่างครบถ้วนแล้ว
นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงสาเหตุการถล่มของอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) จากเหตุแผ่นดินไหว ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยคณะกรรมการที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง โดยมีผู้แทนจาก วสท. ร่วมอยู่ด้วย โดยพบเบื้องต้นว่ามีบางประเด็นในกระบวนการก่อสร้างที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานด้านวิศวกรรมที่ดี

ดร.ทศพร กล่าวถึงความสำคัญของการควบคุมคุณภาพเหล็กเสริมคอนกรีต ซึ่งต้องผ่านการทดสอบที่เข้มงวดตาม มอก. 24-2559 ก่อนใช้งาน ไม่ว่าจะผลิตด้วยวิธีใด เช่น เตา IF หรือ EF พร้อมเสนอว่าการยกเลิกเหล็กจากเตา IF ต้องทำบนฐานข้อมูลเชิงเปรียบเทียบที่รอบด้าน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ และเศรษฐกิจโดยรวม

ด้าน รศ.เอนก กล่าวเพิ่มเติมถึงการใช้ปูนซีเมนต์ชนิด Hydraulic Cement ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและได้รับความนิยมทั่วโลก โดยผลิตตาม มอก. 2594-2567 ซึ่งสามารถใช้งานแทนปูนปอร์ตแลนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และถือเป็นความก้าวหน้าเชิงสิ่งแวดล้อมที่น่าชื่นชมของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ เช่น การประชุม COP

ขณะที่ อ.ปานเทพ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการกำกับดูแลโรงงานผลิตเหล็กและวัสดุก่อสร้างให้เป็นไปตามกฎหมายและมาตรฐานสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
ทั้งนี้ การเสวนาครั้งนี้ถือเป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อมูลที่สำคัญในการสร้างความเข้าใจอันถูกต้องให้แก่ประชาชน พร้อมย้ำถึงบทบาทของวิศวกรรมสถานฯ ในการสนับสนุนการพัฒนาวัสดุก่อสร้างไทยบนพื้นฐานของวิชาการที่มั่นคงและยั่งยืน

