แม่ทัพภาค 2 เชื่อ ทหารเขมรดับทะลุ 3 พัน ยัน “ตาควาย” ยังยึดไม่ได้

บวรวัฒน์ อีจัน

บวรวัฒน์ อีจัน

11 สิงหาคม 2568

แม่ทัพภาค 2 เชื่อ ทหารเขมรดับทะลุ 3 พัน ยัน “ตาควาย” ยังยึดไม่ได้

“ปิดปราสาทตาเมือนธม เท่ากับประกาศสงคราม” คำพูดจาก “บิ๊กกุ้ง” แม่ทัพภาคที่ 2 ของไทย ที่เปิดเผยต้นเหตุที่แท้จริง จากเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ซึ่ง “กัมพูชา” เป็นฝ่ายยิงก่อน

(10 ส.ค. 68) เฟซบุ๊ก สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว เปิดเผยบทสัมภาษณ์ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 “บิ๊กกุ้งเชื่อปิด “ปราสาทตาเมือนธม” เป็นสัญญาณเปิดสงคราม ยืนยันทหารกัมพูชา เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 3,000 คน ยังยึดคืน “ปราสาทตาควาย” ไม่ได้ หลังกัมพูชาวางกับระเบิดหน้าแนว ระบุว่า

วันที่ 10 สิงหาคม 2568 เวลา 14.00 น. ที่สโมสรร่วมเริงชัย ค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 บรรยายสรุปสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุดว่า

ตอนที่ตนเข้ารับตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ในเดือนตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา พบว่า ฝ่ายกัมพูชามีการวางกำลังรุกล้ำเข้ามาจากเส้นเขตแดนไทยราว 100-150 เมตร นี่คือการล้ำเขตแดนครั้งแรกที่ตนไม่อาจยอมรับได้ และตั้งใจที่จะผลักดันให้ออกไป แม้ฝ่ายไทยจะพยายามเจรจาให้ถอนกำลัง แต่ไม่เป็นผล ตนจึงตัดสินใจปิดด่าน ซึ่งได้รับคำยืนยันจากฝ่ายกัมพูชา ว่าจะถอนกำลังหากเปิดด่าน แต่หลังจากการเจรจา และเปิดด่าน ทหารไทยกลับเหยียบทุ่นระเบิดที่ช่องบก และต่อมาก็เกิดเหตุเหยียบกัมระเบิดซ้ำ ที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นทุ่นระเบิดใหม่ สะท้อนให้เห็นว่า ฝ่ายกัมพูชาไม่เคารพอนุสัญญาออตตาวา 

ส่วนเหตุการณ์ที่ปราสาทตาเมือนธม ในอดีตเคยเปิดให้ประชาชนทั้งสองประเทศขึ้นมาสักการะได้ แต่เกิดความวุ่นวาย จนประชาชนไทย และกัมพูชามีแนวโน้มจะปะทะกัน ตนจึงตัดสินใจปิดปราสาท ซึ่งการปิดปราสาทครั้งนั้น เท่ากับการประกาศสงคราม นำไปสู่การยิงปะทะกัน โดยฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายยิงก่อน  

ในช่วงระยะเวลา 4 วันที่เกิดเหตุการณ์ปะทะกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เรามีเป้าหมายที่ฝ่ายเราต้องปฏิบัติการอยู่ 11 ที่หมาย ซึ่งเกือบทุกที่หมาย เรายึดครองได้ 100% แต่ปราสาทตาควาย ฝ่ายกัมพูชาได้ตั้งฐานอยู่ใกล้ตัวปราสาท และมีการวางกับระเบิดไว้หน้าแนว ปราสาทตาควาย จึงยังเป็นปราสาทเดียว ที่เรายังคงตรึงกำลังอยู่ห่างออกมาประมาณ 30 เมตร เรายังเข้าไปยึดในตัวปราสาทไม่ได้ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาวางกำลังเข้มแข็ง และภูมิประเทศเราก็เสียเปรียบ ซึ่งขั้นตอนต่อไป ทั้งสองฝ่ายก็ต้องไปพูดคุยกันในระดับรัฐบาลว่าจะดำเนินการอย่างไรกันต่อไป 

ทั้งนี้ ระหว่างการบรรยายสรุปสถานการณ์ มีผู้ถามแม่ทัพภาคที่ 2 ว่า เหตุการณ์ปะทะกันครั้งนี้ กำลังพลฝ่ายกัมพูชาสูญเสียมากน้อยแค่ไหน แม่ทัพภาคที่ 2 ตอบว่า ไม่ต่ำกว่า 3,000 นาย ก็สูญเสียเยอะ เพราะเค้าเข้ามาทีละเยอะ ๆ ก็เห็นใจฝ่ายเขา แต่เขาก็ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้นำของเขา 

ส่วนสถานการณ์เรื่องโดรน ขณะนี้แยกเป็น 2 ส่วน คือ โดรนบริเวณชายแดน และโดรนบริเวณพื้นที่ตอนใน โดรนที่ชายแดนเป็นเรื่องของยุทธวิธี ซึ่งทั้งฝ่ายเรา และฝ่ายกัมพูชาก็มีเหมือนกัน ทุกวันนี้จะใช้โดรนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก อยากฝากไปทางรัฐสภาในเรื่องโดรน ซึ่งน่าจะเป็นยุทธศาสตร์ของชาติได้  

ส่วนเรื่องโดรนที่ขึ้นบินในพื้นที่ตอนใน มีการจับกุมได้ทั้งคนไทย คนจีน และคนกัมพูชา ซึ่งก็มาในรูปแบบของฝ่ายตรงข้ามที่จะต้องวางสายข่าวไว้ ในการเข้ามาหาที่ตั้งของสนามบิน บ้านผู้นำทางทหาร คลังกระสุน คลังระเบิด โดยทางฝ่ายเราได้แจ้งไปทางผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้ง 20 จังหวัดในภาคอีสาน ทำงานบูรณาการร่วมกับตำรวจ จัดหาเครื่องมือแอนตี้โดรน และค้นหาบุคคลที่บินโดรนให้ได้ ซึ่งหากจับกุมคนบินโดรนได้ ทางตำรวจก็ต้องสอบสวนไปให้สุด อย่าเพิ่งปล่อยตัว และสรุปเร็วเกินไป เพราะตนเชื่อว่า คนที่บินโดรนใกล้กับสนามบิน และคลังอาวุธ ไม่น่าจะใช่คนธรรมดา ซึ่งพวกเราทุกฝ่ายต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพราะโดรนใช้หาข้อมูลพิกัดจุดยุทธศาสตร์สำคัญ และเขาก็จะสามารถตั้งพิกัดในขีปนาวุธได้  

นี่ก็คือเหตุผลที่เขาบินโดรน เพราะฉะนั้นพวกเราอย่าไปคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไกลตัว ในวันข้างหน้าเราอาจจะต้องมีบ้านใต้ดินไว้ 

ขอบคุณข้อมูล : เฟซบุ๊ก สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว