เมื่อการเห็นต่างไม่ใช่เรื่องผิด แต่จะผิดก็ต่อเมื่อตัดสินด้วยความรุนแรง

Pongpang อีจัน

Pongpang อีจัน

18 ตุลาคม 2565

เมื่อการเห็นต่างไม่ใช่เรื่องผิด แต่จะผิดก็ต่อเมื่อตัดสินด้วยความรุนแรง

ความรุนแรงที่มักเกิดในสังคมไทยสืบเนื่องจากความเห็นต่างทางความคิด เป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จากกระแสตัดสินหรือแก้ไขด้วยความรุนแรง โดยเฉพาะในบริบททางการเมืองที่นักกิจกรรมและผู้เห็นต่างประสบกับการถูกคุกคามทั้งในโลกจริงและโลกเสมือนบนพื้นที่ออนไลน์

ล่าสุด เกิดเหตุไม่คาดคิด หลังจาก นายศรีสุวรรณ จรรยา ซึ่งเดินทางมายื่นร้องแจ้งความกรณี “โน้ส – อุดม แต้พานิช” วิจารณ์รัฐบาลในเดี่ยว13 ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี – บก.ปอท ระหว่างที่กำลังให้สัมภาษณ์สื่ออยู่นั้น ก็มีชายคนหนึ่งชกหน้านายศรีสุวรรณ จนเกิดเป็นขอวิพากษ์วิจารณ์ออกไปถึงการใช้ความรุนแรงในครั้งนี้

“วีรวิชญ์” กับวีรกรรมตบกระฉ่อนโซเชียล

โดยเราจะขอนำบทเสวนา “ทุเลาความรุนแรงและความเกลียดชังในสังคมไทย” จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เคยได้จัดขึ้น โดยเชิญนักสิทธิมนุษยชน นักวิชาชีพและวิชาการสื่อสารมวลชน และนักรัฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านสันติวิธี มาร่วมวิเคราะห์ปมความเกลียดชังและความรุนแรงทางการเมืองที่สังคมไทยกำลังเผชิญ

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้ความเกลียดชังแทรกซึมและแผ่ขยายไปยังทุกอณูของสังคมไทยจนสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้ความรุนแรงเพื่อจัดการกับความเห็นต่างทางการเมืองว่าสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่ยืดเยื้อและตั้งอยู่บนโครงสร้างอำนาจที่ไม่เท่าเทียม

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้คนในสังคมรู้สึกว่าเหมือนติดกับดัก เมื่อมองไม่เห็นทางออกและไม่สามารถคลี่คลายบางกรณีก็ลุกลามไปจนถึงขั้นแสดง “ความป่าเถื่อน” ด้วยการข่มขู่ คุกคาม ทำร้ายผู้เห็นต่างทางการเมือง และหลายครั้งสื่อมวลชนก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของการโหมกระพือไฟแห่งความเกลียดชังจนสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้ความรุนแรง ศาสตราจารย์ ดร.ชัยวัฒน์ กล่าว

ขณะเดียวกัน รองศาสตราจารย์ ดร.ฉันทนา บรรพสิริโชติ หวันแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และกรรมการผู้ก่อตั้งศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สะท้อนมุมมองว่า การทำร้ายผู้เห็นต่างและการมี “ใบอนุญาตให้ทำร้าย” คนที่น่ารังเกียจในสังคม เป็นเพราะทนไม่ได้กับมุมมองที่ต่างจากตนหรือต่างจากมาตรฐานในสังคม

“มันเป็นผลจากมายาคติหรือจินตนาการที่ทำให้คนรู้สึกไม่มั่นคงและกำลังสูญเสียสิ่งที่คุ้นเคยหรือสถาบันที่เชื่อถือ จนรู้สึกถูกคุกคาม หวาดระแวง วิตก และนำไปสู่ความโกรธและความเกลียดชังจนถึงขั้นต้องปะทะคารมหรือลงไม้ลงมือกัน” รองศาสตราจารย์ ดร.ฉันทนาตั้งข้อสังเกต

ซึ่งในขณะเดียวกัน โลกออนไลน์ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่สะท้อนว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต่างยึดมั่นในชุดข้อมูลและความเชื่อของตน จนหลายครั้งก็ไม่สามารถสื่อสารอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกันได้ โดยเฉพาะกับคนที่มีมุมมองต่างกัน นอกจากนี้ พื้นที่ออนไลน์ยังเอื้อให้ผู้คนแสดงออกด้วยความรุนแรงและรังแกกันได้ง่ายเพราะไม่ต้องเจอกันซึ่งหน้า เมื่อไม่ได้มองหน้าจ้องตากัน ก็ไม่จำเป็นต้องเห็น “ความเป็นมนุษย์” ของคนที่สื่อสารด้วยหรือผู้ที่ถูกพูดถึง เมื่อไม่ได้สัมผัสถึงความซับซ้อนของมนุษย์และมิติอื่นๆ ของคนเหล่านั้นว่าเป็นลูกหลานของใครหรือเขามีพฤติกรรมอย่างไรในบริบทอื่น ก็สามารถตัดสินว่า “เกลียด” ได้ทันที ทั้งยังส่งความเกลียดต่อผ่านกันได้ หากคนเหล่านั้นถูกเหมาว่าเป็นพวกเดียวกับผู้ที่ตนไม่ชอบอยู่แล้ว

แนวคิดหรือทัศนคติเกี่ยวกับ ความขัดแย้ง

ถูกจัดแบ่งเป็น 3 แนวคิดคือ

1. แนวคิดดั้งเดิม (Traditional View) ถือว่า ความขัดแย้ง เป็นสิ่งไม่ดี และเป็นผลร้าย เป็นสัญญาณของความผิดพลาดบาง อย่าง หรือเป็นความล้มเหลว คนส่วนมากจึงหลีกเลี่ยง และกลัว การมีความขัดแย้ง ความขัดแย้งจึงเป็นสิ่งที่ต้องเก็บกด หลีกเลี่ยง หรือกำจัดให้หมดไป

2. แนวคิดด้านมนุษยสัมพันธ์ (Human Relations View) ยืนยันว่า ความขัดแย้งอาจจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติและหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากไม่สามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้งได้ มุมมองด้าน มนุษยสัมพันธ์ จึงสนับสนุนการยอมรับความขัดแย้ง โดยอธิบาย ไว้ว่า เหตุผลของการมีความขัดแย้ง เพราะไม่สามารถถูกกำจัดได้ และความขัดแย้งอาจจะมีประโยชน์ได้บ้างในบางเวลา

3. แนวคิดใหม่ (Contemporary View) ประยุกต์มาจาก แนวคิดด้านมนุษยสัมพันธ์ ถือว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติที่มีใน สังคม และเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ มีทั้งคุณและโทษ ความ ขัดแย้งจึงมิใช่สิ่งแปลกประหลาดหรือสิ่งที่น่ารังเกียจแต่เป็นสิ่งที่ควรศึกษาให้เข้าใจจนสามารถใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งได้ โดยเฉพาะในสังคมประชาธิปไตย ต้องอาศัยความขัดแย้งเป็น เครื่องหล่อเลี้ยง เพราะจากการขัดแย้งนั้นจะเกิดมติอันถูกต้อง เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและบ้านเมืองอย่างแท้จริง ซึ่งตรงกับ แนวคิดที่ว่า ความขัดแย้งบางอย่างจำเป็นต้องมีเพื่อเป็นการกระตุ้น ให้ไม่เฉื่อยชา และมีการเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น แต่ความขัดแย้ง นั้นจะต้องอยู่ในระดับที่พอเหมาะ ไม่สูงหรือต่ำเกินไป เพื่อให้เห็น เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนขึ้น อาจเปรียบเทียบความขัดแย้งเหมือนกับ สัตว์ดุร้ายชนิดหนึ่ง ซึ่งคนโบราณพยายามหลีกหนี หรือฆ่าทิ้งเสีย เพราะกลัวอันตราย แต่คนปัจจุบันพยายามศึกษาให้เข้าใจ ธรรมชาติของสัตว์ดุร้าย แล้วนำมาเลี้ยงมาฝึกให้เชื่อง จนสามารถ คุมพฤติกรรมและสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ตามที่ต้องการได้

ความรุนแรง หมายถึง พฤติกรรมหรือการกระทำใดๆ ที่เป็นการล่วงละเมิด สิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ของกลุ่มบุคคล หรือชุมชน ทั้งทางร่างกาย วาจา หรือใจ โดยใช้กาลังบังคับ ํ ขู่เข็ญ ทําร้ายร่างกายทุบตี เป็นผลให้เกิดความทุกข์ ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ หรือก่อให้เกิด ความเสียหายทางทรัพย์สินทั้งของตนเองและผู้อื่น หรือเป็นการยับยั้งหรือปิดกั้นความเจริญ ทําให้สูญ เสียสิทธิบางประการ

ลักษณะของความรุนแรง แบ่งได้ 4 รูปแบบ ตามวิธีที่ใช้แสดงออก ถึงความรุนแรง

1. ความรุนแรงทางร่างกาย (Physical Violence) หมายถึงการได้รับ บาดเจ็บโดยผู้กระทำความรุนแรง

2. ความรุนแรงทางเพศ (Sexual Violence) หมายถึง การกระทำใดๆ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ผู้ถูกกระทำเป็นเครื่องมือตอบสนองความต้องการทางเพศ ของผู้กระทำ

3. ความรุนแรงทางจิตใจ (Psychological Violence) หมายถึง การทำร้ายจิตใจ ควบคุมบังคับอย่างไม่มีเหตุผล ทำให้ได้รับความอับอาย รู้สึกด้อย ค่าหรือลดคุณค่าความเป็นมนุษย์

4. ความรุนแรงที่ก่อให้เกิดความสูญเสียหรือการละเลย/ทอดทิ้ง (Deprivation or Neglect) หมายถึงการไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ และคุ้มครอง อย่างเหมาะสมเพียงพอ รวมถึงการทอดทิ้งทางกาย ไม่เลี้ยงดู สาเหตุของการใช้ความรุนแรง โดยทั่วไปความรุนแรงมักเกิดมาจาก

ทั้งนี้ว่าด้วยความขัดแย้งและความรุนแรงนั้น มีความแตกต่างกัน แต่บนความแตกต่างนั้นกลับมีความ สัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ตามแนวคิดใหม่ (Contemporary View) ถือว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นปกติที่มีในสังคม เป็นสิ่งที่ไม่สามารถ หลีกเลี่ยงได้ เป็นบ่อเกิดของความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ถ้ามีในระดับ ที่เหมาะสม ดังนั้นหากปราศจากความขัดแย้งสังคมก็คงไม่เจริญก้าวหน้า สำหรับความเชื่อมโยงระหว่างความขัดแย้งกับความรุนแรง นั้นอยู่ที่ความขัดแย้งเป็นต้นกำเนิดของความรุนแรง เพราะความ ขัดแย้งที่เกินระดับพอดี

ทำให้ในบางครั้งมนุษย์เลือกใช้ความรุนแรง มายุติความขัดแย้ง ทั้งๆ ที่ความขัดแย้งสามารถคลี่คลายลงได้ ด้วยวิธีการอื่นที่ไม่ใช้ความรุนแรง ดังนั้นความรุนแรงจึงไม่ใช่สิ่งที่ เกิดตามธรรมชาติ ไม่ใช่สิ่งปกติ และสามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะ หากไม่หลีกเลี่ยงความรุนแรงจะนำมาซึ่งความหายนะที่ใหญ่ขึ้น จากความเข้าใจในเรื่องข้อแตกต่างระหว่างความขัดแย้งกับความ รุนแรง สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการแยกแยะในแต่ละเหตุการณ์ เพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงและความเสียหายได้

อ้างอิง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

คลิปแนะนำอีจัน
ตะโกนลั่น มีระเบิด กลางงานหนังสือ